การสอบโอเน็ต

การสอบ O-NET วัดได้แค่ความรู้ ส่วนทักษะ และเจตคติ ไม่ได้วัดเลย.

แต่คะแนน O-NET มีผล มีอิทธิพล ต่อบุคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างมาก โดย
1. ส่งผลกับครูเมื่อจะทำผลงานเพื่อเลื่อนอันดับ ประเมินเพื่อขอรับรางวัลต่างๆ หรือขอย้าย
2. ส่งผลกับ ผอ.รร. เมื่อจะขอรับการประเมินรางวัลต่างๆ และการขอย้าย
.
หลักเกณฑ์ต่างๆที่ออกมา ทั้งการประเมินรางวัล และการขอย้าย ล้วนแล้วแต่อิงแอบอยู่กับผลคะแนน O-NET ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นการสอนเพื่อสอบ มากกว่าการสอนเพื่อให้นักเรียนเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์!!
.
โรงเรียนไหนที่สอนเพื่อสอบ จะมีผลคะแนน O-NET สูง โรงเรียนนั้นก็จะได้รับการยกย่องเชิดชู ครู และ ผอ.รร. ก็จะได้รับรางวัลต่างๆนาๆ
.
แต่ถ้าโรงเรียนไหนหาญกล้า สอนเด็กเพื่อให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีทักษะชีวิต พร้อมเผชิญโลกกว้าง โรงเรียนนั้นก็จะมีผลคะแนน O-NET ต่ำ และถูกถ่มถุย ทับถม และเหยียดหยาม จากสังคมการศึกษา
.
ถ้าเรายังกอด O-NET ประหนึ่งว่าเป็นเพียงมาตรวัดเดียวที่สามารถวัดคุณภาพการศึกษาได้อย่างทรงประสิทธิภาพ
สังคมเราก็จะได้หมอเก่งๆที่พร้อมจะฆ่าหั่นศพแฟน หรืออาจจะได้ ผอ.รร. ที่พร้อมจะปล้นร้านทองได้ทุกเมื่อ…….สังคมเราต้องการแบบนี้จริงๆหรือ??
.
เรื่องนี้แก้ไม่ยาก……คำตอบอยู่ในใจครูทุกคนแล้ว!!

04/02/2020

โพสท์ใน การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สรุปภาพรวม พรบ.พัสดุ 60

พรบ.พัสดุ60

โพสท์ใน กฏหมายการศึกษา, การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

“ทักษะ 20 ประการ สำหรับผู้อำนวยการโรงเรียน”

บทความนี้ ผู้เขียนดัดแปลง จากบทความเรื่อง  “20 ทักษะที่จำเป็นสำหรับครูยุค 4.0” (https://www.matichon.co.th/education/news_1890713) สาระสำคัญดังจะนำเสนอต่อไปนี้

–> ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลง การดำรงชีวิตของบุคลากรในโรงเรียน และนักเรียน  ผู้อำนวยการโรงเรียนควรพัฒนาครูให้เป็นผู้มีการศึกษาที่ดี เป็นครูที่น่านับถือ  ผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถช่วยเหลือครูไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกให้ครูเจริญเติบโตด้านความสามารถด้านการสอนเท่านั้น แต่ ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องช่วยให้ครูปรับปรุงด้านส่วนตัวของครู เช่น ความประพฤติ การแต่งกาย และกริยามารยาท เป็นต้น  ที่สำคัญก็คือ  ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพนั้น ต้องเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีทักษะทางอาชีพที่หลากหลาย 20 ทักษะที่จำเป็นสำหรับ ผู้อำนวยการโรงเรียนยุค 4.0 มีดังต่อไปนี้

1. Enthusiasm:  ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่ คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีความกระตือรือร้นในงานที่ทำ และในปัญหาที่พบเจอ อีกอย่างหนึ่งคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องส่งเสริมให้ครูมีอารมณ์ร่วมในแก้ปัญหาการเรียนการสอน ประการสุดท้าย ผู้อำนวยการโรงเรียนควรรื่นเริง และสนุกสนาน

2. Leadership:  ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีความสามารถนำ และแนะแนวทางแก่ครูในโรงเรียน บริหารจัดการครูที่มีความแตกต่างทางบุคลิกภาพ ตลอดจนช่วยควบคุมครู ที่มีความบกพร่องด้านคุณธรรม และ ผู้อำนวยการโรงเรียนควรนำทางครูให้ประพฤติไปในแนวทางที่ดี และสุดท้าย ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ครูและนักเรียน

3. Organization: หมายถึง การจัดการอย่างมีระบบ   ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องตัดสินว่างานใดที่มีความสำคัญก่อนหลัง การบันทึกการปฏิบัติงานควรระบุกิจกรรมที่เกิดขึ้น และมีกระบวนการตรวจสอบว่าตัดสินใจ วินิจฉัย สั่งการอย่างไร นอกจากนั้น ผู้อำนวยการโรงเรียนยังต้องทำงานอื่น ๆ ให้เกิดความสมบูรณ์ในหน้าที่ และเสร็จตามเวลาที่กำหนด

4. Respectful:  ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ดีต้องเป็นผู้ที่เคารพนับถือของครู ทำให้ครูรู้สึกปลอดภัยเมื่อพวกเขาแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม และ ผู้อำนวยการโรงเรียนควรเป็นแบบอย่างในการเป็นผู้ฟังที่ดี เคารพความคิดเห็นของคนอื่น อย่างไรก็ตาม นักการศึกษาเห็นว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่ดีให้ครูอีกด้วย

5. Multitasking:  ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่เพียงแต่ปฏิบัติงานตามที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นผู้สั่งการเท่านั้น แต่ ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องทำงานให้ได้หลายด้าน (Multitasking) ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ดีต้องมีตารอบตัว คือตรวจตราพฤติกรรมของครู และนักเรียน และให้ความสนใจครูขณะที่สอนในห้องเรียน เมื่อการสอนครั้งๆ หนึ่งเสร็จลงแล้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องเตรียมการนิเทศการสอนล่วงหน้า

6. Teamwork:  ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีความสามารถต้องทำงานเป็นทีม และทำให้ครูรู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของทีม ส่งเสริมให้ครูได้ประสบการณ์จากการทำงานเป็นทีม และ ผู้อำนวยการโรงเรียนควรแนะนำให้ครูแก้ปัญหาเป็น และ ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องสร้างสรรค์แผนงานต่าง ๆ ในการบริหารงานให้เกิดขึ้น

7. Ability to Teach: มีความสามารถ และทักษะในการบริหารจัดการ มีแบบการทำงานเป็นของตนเอง สามารถมอบหมายงานด้วยการอธิบาย Concept ให้ครูผู้ปฏิบัติเข้าใจได้อย่างชัดเจน โดยวิธีการง่ายๆ มีการยกตัวอย่างที่สอดคล้องกับงานนั้น ๆ

8. Communication:  ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องมีความสามารถในการติดต่อสื่อสารอย่างโดดเด่น (Remarkable) สามารถติดต่อปะทะสัมพันธ์กับประชาชนทุกอายุ รวมถึง ยังต้องติดต่อสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน ครู นักเรียน และผู้บริหารอื่น ๆ

9. Adaptability: การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น เป็นกุญแจสำคัญของ ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่อาจรู้ว่าจะมีสถานการณ์ใดเกิดขึ้นบ้างในโรงเรียน เช่น ครู หรือนักเรียนเจ็บป่วย หรือได้รับบาดเจ็บอย่างกะทันหัน ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องรีบแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างรวดเร็ว เช่น แจ้งไปยังหน่วยกู้ภัย หรือ ผู้อำนวยการโรงเรียนพานักเรียนไปส่งที่โรงพยาบาลด้วยตนเอง หรือมอบหมายให้ครูดำเนินการแทนได้อย่างทันท่วงที เป็นต้น

10. Interpersonal Skills:  ผู้อำนวยการโรงเรียนที่เป็นมิตรกับครู และนักเรียน จะต้องมีบุคลิกภาพที่น่ารักมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เอาใจใส่ และเห็นอกเห็นใจครู และนักเรียน ที่สำคัญควรดูแลใส่ใจเป็นพิเศษแก่นักเรียนที่พิการ และด้อยความสามารถ

11. Creativity:  ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องสร้างสรรค์วิธีการทำงานที่หลากหลายให้ ครู และนักเรียน ได้รับความสะดวกสบายในการเรียนการสอน ทั้งนี้ต้องตั้งอยู่ภายใต้กรอบของระเบียบ กฎหมาย และไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของชาติ

12. Self-Evaluation: เพื่อเป็นการพัฒนาวิชาชีพของตนเอง และเพื่อส่งเสริมคุณภาพของการศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องประเมินตนเอง และสร้างตนเองให้เป็นคนใหม่ทันสมัย และควรจำไว้ว่าสิ่งใดที่ทำผิดพลาดมาในอดีต ต้องนำมาปรับปรุงตนเอง และประเมินตนเอง ที่สำคัญต้องปรับปรุงโรงเรียน ที่ตนปฏิบัติงานอยู่อย่างสม่ำเสมอ

13. Patience: ความอดทน เป็นกุญแจดอกสำคัญในการทำงานร่วมกับผู้ใหญ่ การที่จะให้ผู้ใหญ่ทุกคนมีความประพฤติ หรือพฤติกรรมที่ดีนั้น เป็นไปไม่ได้ ผู้อำนวยการโรงเรียนจึงควรเข้าใจพฤติกรรมที่พวกครูแสดงออก และอดทนเฝ้าดูพฤติกรรมเหล่านั้น ถ้าหากครูยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนมอบหมาย ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องหาทางหลาย ๆ ด้านมาอธิบายในสิ่งนั้น ๆ ให้ครูได้เข้าใจ

14. Emotional Intelligence:  ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ดีต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ สามารถควบคุมความโกรธ (angry) และอารมณ์เสีย (upset) ของตนเองให้ได้ในทุกขณะทุกโอกาส แต่ถ้าหาก ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่สามารถควบคุมความโกรธ และอารมณ์ได้แล้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนก็ต้องประสบกับความเสียหายในตนเอง

15. Empathy : ถ้า ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้ที่เห็นอกเห็นใจครูแล้ว  ครูก็จะเรียนรู้ในการควบคุม อารมณ์ด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องสร้างสุขอนามัยด้านทักษะอารมณ์ทางสังคม (healthy social & emotional skill) ของครูอีกด้วย การสอนในชั้นเรียนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดี หากไม่ได้รับความสนับสนุนจากการเรียนรู้แบบชุมชนห้องเรียน (classroom community) การเรียนรู้แบบชุมชนห้องเรียน (classroom community) คือห้องเรียนที่จัดสภาพแวดล้อมแบบเฉพาะตัว (Unique) สำหรับเด็กให้ได้รับประสบการณ์ จากความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกันเอง ครู และนักเรียนสร้างสรรค์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ของตนเองให้เกิดขึ้น ชุมชนห้องเรียนที่แข็งแรงนั้น ประกอบด้วย การเรียนที่นักเรียนได้รับมอบอำนาจจาก ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และนักเรียนกำหนดค่านิยมร่วมกัน และท้ายที่สุด ครู และนักเรียนจะมีความเจริญเติบโตในทุก ๆ ด้าน

16. Critical Thinking:  ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องเป็นผู้แก้ปัญหาที่หลากหลายได้ ปัญหาที่มักเกิดกับครู และนักเรียนบ่อย ๆ ได้แก่ ปัญหาความขัดแย้ง ผู้อำนวยการโณงเรียนต้องตอบปัญหาที่เป็นจุดด่างพร้อยของครู และนักเรียนให้ได้ และต้องสามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดกับครู และนักเรียนได้

17. Confidence: คือความมั่นใจ ท่านไม่สามารถเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ดีได้ ถ้าหากท่านไม่มีความมั่นใจในตนเอง การที่จะนั่งอยู่หัวโต๊ะการประชุมได้อย่างสง่าผ่าเผยได้นั้น ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องมีบุคลิกภาพที่เข้มแข็ง ตอบคำถามของครูได้ และต้องใส่ใจที่จะทำให้ตนเองเกิดความมั่นใจในขณะที่ปฏิบัติงานในโรงเรียน

18. Commitment: คือความมุ่งมั่น ถ้าท่านต้องการเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ดี ท่านต้องรับผิดชอบในงานการบริหาร และงานดูแลโรงเรียน ที่สำคัญ ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องแนะนำให้ครูเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น

19. A Sense of Humor: คือมีอารมณ์ขัน   ผู้อำนวยการโรงเรียนจะมีอารมณ์ขันหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับทักษะของแต่ละบุคคล ถ้าหาก ผู้อำนวยการโรงเรียนมีอารมณ์ขันด้วยแล้ว ก็จะเกิดประโยชน์แก่ครู และนักเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนที่หัวเราะ และทำให้ บรรยากาศในการทำงานสนุก ครูและนักเรียนจะมีความสุข และพวกเขาพร้อมเปิดใจที่จะปฏิบัติตามที่ผู้อำนวยการโรงเรียนแนะนำ

20. Approachableness: คือการเข้าถึงได้ง่าย เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับ ผู้อำนวยการโรงเรียนที่จะพึงมี ครู หรือนักเรียนต้องการที่จะถามคำถามผู้อำนวยการโรงเรียน และต้องการพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียน เมื่อพวกเขามีปัญหาโดยปกติแล้ว ครู และนักเรียนมักกลัวผู้อำนวยการโรงเรียน และคิดว่าสิ่งที่พวกเขาถามหรือคุยกับ ผู้อำนวยการโรงเรียนนั้นเป็นสิ่งที่ผิด

โพสท์ใน การศึกษา, บริหารการศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

Google Classroom เพื่อการนิเทศภายในสถานศึกษา

Google Classroom เป็นแอพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้นโดย Google ที่จัดอยู่ในกลุ่มของการให้บริการในหมวดหมู่Google for Education ที่มีครื่องมือสำหรับใช้ในงานด้านการศึกษาที่ประกอบไปด้วยแอปพลิเคชัน ต่างๆ เช่น จีเมล (Gmail) เอกสาร (Docs) ปฏิทิน (Calendar) ไดรฟ์ (Drive) และห้องเรียน (Classroom) เป็นต้น โดยเครื่องมือ ที่พัฒนาขึ้นมาสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลายทั้ง ในเรื่องของการบริหารงานในองค์กร หรือนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนหรือมาประยุกต์สำหรับการนิเทศภายในสถานศึกษาได้ด้วย สำหรับวัตถุประสงค์ของ Google for Education พัฒนา ขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานของโรงเรียนในทุกระดับ ทั้งโรงเรียน ขนาดเล็กหรือใหญ่ หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัย สามารถที่จะ ใช้งานได้ เนื่องด้วยเป็นบริการที่เปิดใช้งานแบบฟรี ไม่ต้องเสีย ค่าใช้จ่าย มีการใช้งานที่สะดวกและง่าย ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็น ผู้อำยวยการสถานศึกษา ครูบุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนสามารถใช้งาน ได้โดยการมีส่วนร่วมในการใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ ร่วมกัน รวมถึงการใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา (Any time Any place) เข้าถึงได้ในหลากหลาย อุปกรณ์ ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต (tablet) โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

 

googleClassroom

อ้างอิง ดนัยศักดิ์ กาโร. (2561)

 

ในครั้งนี้จะขอเสนอแนะการประยุกต์ใช้งาน การประยุกต์ใช้ Google Classroom สำหรับการนิเทศภายในสถานศึกษา ซึ่งการใช้งาน Google Classroom สำหรับการสร้างเป็นห้องเรียนออนไลน์ไว้สำหรับมอบหมายงาน พบปะพูดคุยหรือแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารต่างๆ กัน ระหว่างผู้อำนวยการสถานศึกษา ทีมนิเทศภายใน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ภายในโรงเรียน นอกจากนี้ยังสามารถเชิญ รองผู้อำนวยเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ประจำศูนย์เครือข่าย ศึกษานิเทศก์ของสำนักงานเขตพื้นทีการศึกษา หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำหน้าที่ให้ปรึกษา แนะนำ ในรูปแบบออนไลน์ซึ่งสามารถเข้าไปสร้างห้องเรียนไว้ใน Google Classroom ได้ที่ https://classroom.google.com จากนั้นดำเนินการสร้างห้อง โดยคลิกที่เครื่องหมาย + มุมบนด้านขวา

ความสามารถของ Google Classroom

  1. สามารถเชิญผู้คนให้เข้าร่วมในฐานะครู (ผู้นิเทศ เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียน ทีมนิเทศ รองผอ.สพท. ศึกษานิเทศก์ ผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น) และ นักเรียน (ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นผู้รับการนิเทศ)
  2. ผู้นิเทศสามารถมอบหมายงาน ให้ผู้รับการนิเทศดำเนินการ เช่น การส่งแผนการจัดการเรียนรู้ ส่งคลิปวีดีโอบรรยากาศการจัดการกิจกรรมการเรียนการสอน ส่งข้อมูลข่าวสาร ความรู้ การให้คำแนะนำทั้งรูปแบบกลุ่มและรายบุคคล
  3. สามารถกำหนดระยะเวลากำหนดการส่งงาน กำหนดการให้คะแนน นัดหมาย
  4. สามารถส่งงานในรูปแบบการอัพโหลดเข้าภายในห้องหรือเชื่อมโยงไปยัง Drive หรือ เว็บไซต์อื่น ได้
  5. สามารถจัดการยกเลิกหรือผู้ใช้งาน
  6. สามารถบันทึกหรือสำรองข้อมูลภายในห้องได้
  7. ผู้รับการนิเทศสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันภายในห้องและผู้นิเทศสามารถให้คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะเติมเต็ม
  8. สามารถใช้งานได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต
  9. สามารถจัดการเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศ แจ้งข่าว นำเสนอความรู้ในรูปแบบเอกสาร คลิปวีดีโอ ในรูปแบบออนไลน์
  10.  สามารถเชื่อมโยงกับแอพพลิเคลั่นของ Google for Education

เงื่อนไขสำหรับการใช้งาน Classroom

  1. ผู้ใช้งานทั้งครู (ผู้นิเทศ) และ นักเรียน (ผู้รับการนิเทศ) จำเป็นต้องมีบัญชีผู้ใช้งาน gmail สำหรับเข้าใช้งาน
  2. รองรับการใช้งานสำหรับครู (ผู้นิเทศ) ได้ไม่เกิน 20 คน และ นักเรียน (ผู้รับการนิเทศ) ไม่เกิน 1,000 คน ต่อ 1 ห้อง
  3. ผู้ใช้งานต้องเชื่อมต่อระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้งาน

สำหรับการใช้งาน Google Classroom มีคำอธิบายอย่างละเอียดซึ่งสามารถเข้าเรียนรู้และศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://support.google.com/edu/classroom#topic=6020277

ผู้เขียน

นายสนธยา หลักทอง

ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2

อ้างอิง

  1. ดนัยศักดิ์ กาโร. (2561). การประยุกต์ใช้ Google for Education ในการให้คำปรึกษานักศึกษาสายครู.
    วารสารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ออนไลน์ สืบค้นที่ https://journal.oas.psu.ac.th/index.php/asj/article/view/1183/1098
  2. https://support.google.com/edu/classroom/answer/6020274?co=GENIE.Platform%3DDesktop&hl=th
  3. https://csc.kmitl.ac.th/cscweb-1/wp-content/uploads/2017/02/11_Classroom.pdf
  4. http://health-sci.mfu.ac.th/admin/uploadCMS/upload/9PFri115056.pdf
โพสท์ใน การศึกษา, ครูไอที | ไม่ให้ใส่ความเห็น

Social Network กับการนิเทศภายในโรงเรียน

ปัจจุบันการสื่อสารของมนุษย์ได้รับการพัฒนาให้สื่อสารถึงกันอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น สื่อชนิดหนึ่งที่ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วม สร้าง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ คือ “Social Media” คำนี้ คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติศัพท์ว่า สื่อสังคม หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า สื่อออนไลน์ หรือ สื่อสังคมออนไลน์ ในทางเทคนิค สื่อสังคม จะหมายถึง โปรแกรมกลุ่มหนึ่งที่ทำงานโดยใช้พื้นฐานและเทคโนโลยีของเว็บตั้งแต่รุ่น ๒.๐ เช่น บีโบ มายสเปซ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ วิกิพีเดีย ไฮไฟฟ์ และบล็อกต่าง ๆ ในทางธุรกิจเรียกสื่อสังคมว่า สื่อที่ผู้บริโภคสร้างขึ้น (consumer-generated media หรือ CGM) สำหรับกลุ่มบุคคลผู้ติดต่อสื่อสารกันโดยผ่านสื่อสังคม ซึ่งนอกจากจะส่งข่าวสารข้อมูลแลกเปลี่ยนกันแล้ว ยังอาจทำกิจกรรมที่สนใจร่วมกันด้วย กลุ่มบุคคลที่ติดต่อสื่อสารกันโดยผ่านสื่อสังคมดังกล่าว คือ Social Network ซึ่งคณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ บัญญัติศัพท์ Social Network ว่า เครือข่ายสังคม ในเครือข่ายสังคม กลุ่ม “เพื่อน” หรือ “ผู้ติดต่อกัน” จะต้องแนะนำตนเองอย่างสั้น ๆ โดยทั่วไปซอฟต์แวร์ที่ให้บริการเครือข่ายสังคมจะเปิดโอกาสให้กลุ่มเพื่อน ๆ วิพากษ์วิจารณ์กันเองได้ ส่งข้อความส่วนตัว และเข้าไปอ่านข้อความของเพื่อน ๆ ในกลุ่มได้ ซอฟต์แวร์บางประเภทจะสามารถให้เพื่อน ๆ เพิ่มเสียงและภาพเคลื่อนไหวลงในประวัติของตนได้ด้วย นอกจากนี้ เพื่อนบางคนก็อาจจะสร้างโปรแกรมย่อย ๆ ขึ้นมาให้ใช้ร่วมกันได้ เช่น เล่นเกม ถามปัญหา หรือปรับแต่งรูปภาพ ทำให้บางคนมีผู้สมัครเข้ามาเป็นเพื่อนด้วยมากมาย (ราชบัณฑิตสถาน,2560)

social

 

เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social networks) คือ เว็บไซต์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้คน สามารถการสื่อสารและแบ่งปันข้อมูล บนอินเทอร์เน็ตโดยใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ (แคมบริด, 2560) อีกความหมายคือ รูปแบบของเว็บไซต์ ในการสร้างเครือข่ายสังคม สำหรับผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ต เขียนและอธิบายความสนใจ และกิจการที่ได้ทำ และเชื่อมโยงกับความสนใจและกิจกรรมของผู้อื่น ในบริการเครือข่ายสังคมมักจะประกอบไปด้วย การแช็ต ส่งข้อความ ส่งอีเมล วิดีโอ เพลง อัปโหลดรูป บล็อก การทำงานคือ คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลพวกนี้ไว้ในรูปฐานข้อมูล sql ส่วน video หรือ รูปภาพ อาจเก็บเป็น ไฟล์ก็ได้ บริการเครือข่ายสังคมที่เป็นที่นิยมได้แก่ ไฮไฟฟ์ มายสเปซ เฟซบุ๊ก ออร์กัต มัลติพลาย และไลน์ โดยเว็บเหล่านี้มีผู้ใช้มากมาย เช่น เฟสบุ๊คเป็นเว็บไซต์ที่คนไทยใช้มากที่สุด ในขณะที่ออร์กัตเป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศอินเดีย ปัจจุบัน บริการเครือข่ายสังคม มีผลประโยชน์คือหาเงินจากการโฆษณา การเล่นเกมโดยใช้บัตรเติมเงิน (วิกิพีเดีย,2560) โดยสรุป เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social network) หมายถึง  เว็บไซต์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้คนสมารถสร้างเครือข่ายสังคม สำหรับผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ต เพื่อใช้ในการสื่อสารแบ่งปันข้อมูล เขียนและอธิบายความสนใจ และกิจการที่ได้ทำ และเชื่อมโยงกับความสนใจและกิจกรรมของผู้อื่น เช่น Applications Line, Facebook เป็นต้น

แอปฟลิเคชั่นไลน์ (Applications LINE)

ไลน์ (อังกฤษ: LINE) เป็นโปรแกรมระบบส่งข้อความทันที ที่มีความสามารถใช้งานได้ทั้งโทรศัพท์มือถือที่มีระบบปฏิบัติการไอโอเอส, แอนดรอยด์, วินโดวส์โฟน ทั้งยังสามารถใช้งานได้บนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และแมคโอเอส ด้วยความที่มีลูกเล่นมากมาย สามารถคุย ส่งรูป ส่งไอคอน ส่งสติกเกอร์ ตั้งค่าคุยกันเป็นกลุ่ม สามารถสร้างแบบสำรวจ สร้างตารางการนัดหมายกิจกรรม ฯลฯ ทำให้มีผู้ใช้งานโปรแกรมนี้เป็นจำนวนมาก ชาวไทยนิยมใช้เป็นอันมาก

line

การประยุกต์ใช้ LINE กับการนิเทศภายในโรงเรียน

จากความสามารถของแอปฟลิเคชั่นไลน์ที่สามารถ ส่งข้อความ ส่งรูปภาพ ไฟล์วิดีโอ และสามารถตั้งค่าการคุยเป็นกลุ่มได้ ทำให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการนิเทศภายในโรงเรียนได้ โดยสามารถตั้งกลุ่มการคุยสำหรับการนิเทศภายในโรงเรียน ดังนี้

1. กลุ่มไลน์โรงเรียน (สูงสุด 500 คน) สมาชิกประกอบด้วย ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนในโรงเรียน ใช้สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันภายในโรงเรียน เป็นช่องทางสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ใช้ในการ สั่งการ การนิเทศติดตามการดำเนินงาน เป็นช่องทางในแจ้งปัญหาอุปสรรคในการจัดการเรียนการสอนของครู หรือรายงานผลการจัดการเรียนการสอนของครูในโรงเรียน

2. กลุ่มไลน์กลุ่มสาระการเรียนรู้ สมาชิกประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มสารการเรียนรู้ ครูผู้สอน   ใช้สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นช่องทางสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา/หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ใช้ในการนิเทศติดตามการจัดการเรียนการสอนของครูในกลุ่มสาระฯ เป็นช่องทางสำหรับครูผู้สอนในการในแจ้งปัญหาอุปสรรคในการจัดการเรียนการสอน หรือรายงานผลการจัดการเรียนการสอนของครูในกลุ่มสาระฯ มีแนวทางในการดำเนินการ ดังนี้

2.1 ครูผู้สอนรายงานผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในไลน์กลุ่มสาระฯ พร้อมเอกสารหลักฐาน เช่น รูปภาพการจัดกิจกรรม เอกสารประกอบการสอน บันทึกผลหลังสอน และชิ้นงานนักเรียน เป็นต้น

2.2 ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ที่ผู้บริหารมอบหมาย ทำการนิเทศการสอน ให้ข้อเสนอแนะ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนที่ได้รายงานมาในไลน์กลุ่มสาระฯ ในขั้นตอนนี้อาจใช้รูปแบบ PLC ในการนิเทศ สรุปได้ ดังภาพประกอบที่ 1

โมเดลการนิเทศ3

 

 

แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม : https://line.me/th/

อ้างอิง

เคมบริดจ์ (2560). ออนไลน์. http://dictionary.cambridge.org สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2560

ราชบัณฑิตยสภา (2560) .ออนไลน์ . http://www.royin.go.th/ สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2560

วิกิพีเดีย (2560). ออนไลน์. https://www.wikipedia.org/ สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2560

โพสท์ใน การศึกษา, ครูไอที, บริหารการศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

นักเรียนสนุก ครูตื่นเต้น ผอ.ได้นิเทศการสอน!!

เปิดภาคเรียน 1/2562 ทางโรงเรียนได้จัดกิจกรรมท้าทายการอ่านชิงเงินรางวัล ดำเนินการโดยผู้อำนวยการโรงเรียน กติกา คือ

1. อ่านคำพื้นฐานให้ได้ 100 คำ จากการสุ่มคำในบัญชีคำพื้นฐาน ป.3 จากจำนวนทั้งหมด 1,198 คำ
2. อ่านได้ 100 คำ รับทันที 100 บาท จาก ผอ.รร.
3. อ่านได้ 30 คำขึ้นไป แต่ไม่ถึง 100 คำ รับขนมเป็นรางวัลปลอบใจ
4. ท้าทายการอ่านได้ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
..

กิจกรรมดำเนินมาด้วยดีโดยตลอด เพราะนักเรียนสนุกกันมาก ในครั้งแรกๆอ่านได้คนละ 20-40 คำ รอบที่สอง อ่านได้คนละ 50 คำ ขึ้นไป รอบถัดๆมาก็เริ่มเก่งกันขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด วันนี้ 8 กค. 2562

ซึ่งผ่านไปเกือบ 2 เดือน ปรากฏว่า นร.ชั้น ป.3 รร.บ้านหนองขามหัวหนองสามัคคี สามารถอ่านคำพื้นฐานได้อย่างคล่องแคล่ว และพิชิตเงินรางวัลไปได้ 2 คน
..
ยอดเยี่ยมมาก ทั้งนักเรียน และคุณครูชั้น ป.3

งานนี้นักเรียนสนุกกันมาก ส่วนครูผู้สอนก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน เพราะกลัวนักเรียนของตนเองอ่านไม่ได้ ส่วน ผอ.รร. ก็ได้นิเทศการสอนครูไปในคราวเดียวกันด้วย เพราะถ้าครูไม่ใส่ใจสอน นักเรียนก็คงจะอ่านเองไม่ได้!!

1 2 3 4 5 6 7 8 9

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ข้อสอบ O-NET 2560 พร้อมเฉลย จากเว็บ สทศ.สพฐ.

ตามที่ สทศ.ได้ดำเนินการจัดการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2560 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สอบวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สอบวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ 2561 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สอบวันที่ 3-4 มีนาคม 2561  นั้น
ในการนี้ สทศ. ได้นำข้อสอบและเฉลยคำตอบ O-NET ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เผยแพร่ทางเว็บไซต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ต้นสังกัดและโรงเรียนได้นำไปใช้ในวางแผนและพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน รวมถึงยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้ดียิ่งขึ้น
หากท่านใดมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับข้อสอบและเฉลยคำตอบ O-NET ปีการศึกษา 2560 สามารถส่งข้อมูลมาที่ สทศ. ตามช่องทาง ดังนี้
1. ยื่นเอกสารด้วยตนเองที่ สทศ. (อาคารพญาไทพลาซ่า ชั้น 36 ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ)
2. สายตรงผู้บริหาร (www.niets.or.th เมนู สายตรงผู้บริหาร)
อ้างอ้ง : http://www.niets.or.th/th/content/view/7177
ดาวน์โหลดไฟล์ ป. 6 ที่ลิงค์ด้านล่าง :
ชั้นอื่นๆ ดาวน์โหลดได้ที่ :
www.niets.or.th/th/content/view/7177
ดาวน์โหลดไปติวได้เลยครับ!!
โพสท์ใน การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สรุปยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐)

หลังจากที่ได้อ่าน “ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐)” ฉบับที่ได้ประกาศเป็นพระราชโองการ ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังภาพประกอบ

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

หมายเหตุ : ปัญญาชนคนผู้เจริญท่านใดที่จะนำรูปภาพไปใช้ ขอความกรุณาอ้างอิง/อ้างถึงแหล่งที่มาด้วยนะครับ

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF ได้ที่ลิงค์ข้างล่าง

MindMapยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

พรบ.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ

ยุทธศาสตร์ชาติ20ปี ฉบับเต็ม

โพสท์ใน กฏหมายการศึกษา, การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สรุป พรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551

เป็นการสรุปในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานทางการศึกษา ที่มีการนำ พรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน มาบังคับใช้โดยอนุโลม เฉพาะกับ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ม.38 ค) ซึ่งไม่ครอบคลุมถึงหมวดของการ อุทธรณ์ ร้องทุกข์ และคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม

 

พรบ.ข้าราชการพลเรือน

 

หรือสามารถดาวน์โหลด PDF ไฟล์ได้ที่นี่

โพสท์ใน กฏหมายการศึกษา, การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ไม่ให้ครูทำงานธุรการ ??

จากข่าวด้วยเรื่องนโยบายไม่ให้ครูทำงานธุรการ (https://www.dailynews.co.th/education/661606)

ทำให้มีเสียงตอบรับอย่างท่วมท้น ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย(เป็นส่วนน้อย)

ซึ่งอันที่จริงแล้ว นโยบายนี้นับว่าได้ผลดีในแง่ของการสร้างกระแส แต่ถ้ามองในแง่ของการแก้ปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนแล้วคงไม่ใคร่จะได้ผลเท่าไหร่นัก
..
เพราะ อันคำว่า “งานธุรการ” ในโรงเรียนนั้นยังไม่มีการนิยามให้ชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง และงานบางงานในโรงเรียนก็ถูกบีบบบังคบด้วย ระเบียบ และกฎหมาย ว่าต้องให้ข้าราชการ(ครู)เท่านั้นที่เป็นคนดำเนินการ เช่น การพัสดุ หรือการเงิน จะให้พนักงานราชการ หรือลูกจ้างประจำ เป็นผู้ทำไม่ได้!!
..
ส่วนคำว่า “งานธุรการ” นั้น หมายความไปถึงอะไรบ้าง เช่น แผนการจัดการเรียนรู้ เอกสารการวัดประเมินผลในชั้นเรียน หรือแม้แต่ เอกสารการวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล นั้นถือว่าเป็น “งานธุรการ” ด้วยหรือไม่??
ถ้าใช่ แล้วจะให้ใครมาทำ “งานธุรการ” เหล่านี้แทนครู??
..
แต่ถ้า งานอื่นนอกเหนือจากงานสอนที่ถูกสั่งการ หรือร้องขอเอกสารจากหน่วยงานอื่นๆ เช่น จากสำนักงานเขตพื้นที่ฯ จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานทางสาธารณสุข เหล่านี้หมายถึง “งานธุรการ” แล้ว การทุ่มงบประมาณเพื่อจ้างคนมาทำแทนครู น่าจะไม่ใช่การเกาถูกที่คัน เพราะ จะง่ายกว่าหรือไม่ ถ้าจะลดหรืองด “งานธุรการ” จากหน่วยงานเหล่านั้นเสีย!!

ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณเป็นพันล้าน!!
เอาเงินพันล้านไปออกแบบระบบสารสนเทศทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ อย่าให้โรงเรียนต้องรายงานข้อมูลซ้ำซ้อน จะดีกว่าหรือไม่??
..
อย่าให้หน่วยงานอื่่นมารบกวนเวลาการจัดการเรียนการสอนของครู!!
..
ที่บรรยายมา ไม่ใช่ว่ากลัว “งานธุรการ” เหล่านั้นจะตกมาเป็นภาระของ ผอ.รร. นะครับ เพราะทุกวันนี้ ผมก็ทำ “งานธุรการ” ของโรงเรียนอยู่แล้ว!!
แต่แสดงความเป็นห่วงการแก้ปัญหาในภาพรวมมากว่า
ว่ามันอาจจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
เงินงบประมาณที่ทุ่มลงไปอาจจะไม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน!!

โพสท์ใน การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น