ขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

บันทึกนี้ตอนอายุ ๓๕ปี
                 ข้าพเจ้า นายกฤติน พันธุ์เสนา

                     อยู่ในแผ่นดินรัชกาลที่ ๑๐

                    ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ 

                             I was born in 

        the reign of King Rama IX of Thailand

    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 

   มหิตลาธิเบศรามาธิบดีจักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร (ร. ๙)       

                                 สวรรคต 

                        พระชนมพรรษา ๘๙ ปี 

                  ทรงครองราชสมบัติได้ ๗๐ ปี

          วันพฤหัสบดีที่ ๑๓/๑๐/๒๕๕๙ ๑๕:๕๒ น.

                       ณ โรงพยาบาลศิริราช

                           รัชกาลที่ ๙ 

             ครองราชย์วันที่ ๙ มิถุนายน ปี ๒๔๘๙

                       เมื่อพระชนม์มายุ ๑๙ ปี

                   สวรรคตพระชนม์มายุ ๘๙ ปี

                           สวรรคตปี ๒๕๕๙

                สวรรคตปี ๒๐๑๖ (๒+๐+๑+๖=๙)

๒๖ ตุลาคม ๖๐

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

คุณภาพการศึกษาไทยยุค 4.0

เมื่อผู้บริหารการศึกษาของประเทศ มองการลงทุนทางการศึกษาว่าเป็นเรื่องของกำไร และขาดทุน จึงได้ประกาศการลดต้นทุนทางการศึกษา โดยทำการประเมินคงสภาพวิทยฐานะครู เพื่อลดค่าใช้จ่ายของกระทรวง!!

“”

ขวัญกำลังใจไม่ต้องพูดถึง เอาแค่มีกำลังกายในการสอน 2 ห้องเรียนต่อ ครู 1 คน ได้ก็เก่งแล้ว เผลอๆบางโรงเรียนก็ 3 ห้องเรียน ต่อครู 1 คน!!

“”

ไม่อยากให้สังคมการศึกษา มองผู้บริหารกระทรวงที่มาจากทหารว่า ไม่เข้าใจเรื่องการศึกษา ผมว่าท่าน เข้าใจดีเป็นแน่แท้ แต่ที่ท่านไม่เข้าใจคือ เรื่อง กำไร – ขาดทุน ทางการศึกษา ท่านไปมองที่จำนวนนักเรียนต่อห้องว่าจะคุ้มต่อการจัดการศึกษาหรือไม่ โดยไม่มองว่าคนทุกคนมีคุณค่า ไม่ใช่สินค้าชิ้นหนึ่งที่มีต้นทุนในการผลิต 

พอคิดแบบท่านมองแบบท่าน ทำให้โรงเรียนที่มีนักเรียน ป.1 จำนวน 5 คน ป.2 จำนวน 6 คน ป. 3 จำนวน 4 คน ป.4 จำนวน 5 คน ป. 5 จำนวน 5 คน และ ป.6 จำนวน 7 คน เลยอยู่ได้ยากส์ เพราะจำนวน นักเรียนทั้งโรงเรียนน้อยมาก แค่ 32 คน และก็มีครูประจำการได้แค่ 2 คน (ตามเกณฑ์บ้าๆบอๆของ ก.ค.ศ. ครู 1 คน ต่อนักเรียน 20 คน) เป็นเหตุให้ครู 1 ท่าน ต้องดูแลนักเรียน 3 ห้องเรียน (ดังภาพ) 

จากสภาพปัจจุบันนั้น อาจกล่าวได้ว่า กระทรวงศึกษาธิการ ค้ากำไรเกินควรด้วยซ้ำ เพราะใช้งานครูหนักเกินไป!!

กำไรของการศึกษาคือการที่นักเรียนได้เรียนอย่างมีคุณภาพทุกคน ไม่ใช่คิดคำนวนกันแค่ตัวเลข!!

ท่านให้ครูแค่ 2 คน สำหรับนักเรียน 32 คน 6 ชห้องเรียน!!

แล้วท่านจะให้โรงเรียนเขาเอาคุณภาพมาจากไหนไปประเคนท่าน!!

นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นต่อระบบคุณภาพการศึกษาไทย!!

นี่คือชะตากรรมจริงของครูไทยที่ต้องเจอ!!

“ถ้าไม่เข้าใจ เข้าไม่ถึง อย่าคิดบังอาจมาพัฒนา”

เพราะที่ท่านทำมา ยิ่งบอกว่าพัฒนา ก็เหมือนยิ่งฆ่าครู!!

เผยแพร่ครั้งแรก 7 กค. 59

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด….เพียงพอไหม??

“การที่เราตั้งใจเรียนมากเกินไป
จะทำให้เราไม่มีเวลาคิดถึงอนาคต
ของตัวเองอย่างจริงจัง“
.
..
นักเรียน หรือนักศึกษาไทยที่ตั้งใจเรียนส่วนใหญ่
เมื่อถูกถามว่า “ ชีวิตอีก 5 ปี จะเป็นอย่างไร“
เขาเหล่านั้นมักจะตอบว่า “ยังไม่ได้คิด!!“
นี่เป็นแค่ตัวอย่างเดียวที่สะท้อนได้ว่า
..

plan
เด็กไทยขาดการคิดวางแผนล่วงหน้า
เพราะเราตีความคำว่า “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด“
ผิดมาโดยตลอด โดยไม่คิดเรื่องการวางแผน
ชีวิตที่มีขั้นมีตอน มีเป้าหมายที่ชัดเจน
คิดแค่เพียงว่าทำวันนี้ให้ดี แล้วพรุ่งนี้จะดีเอง
หากแต่ลืมไปว่า “ถ้าขยันผิดที่“ 10 ปี
ชีวิตก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ!!
.
..
ผมไม่ใช่คนตั้งใจเรียนอะไรมากมาย
ผลการเรียนอยู่ระดับกลางๆค่อนไปทางต่ำ
แต่ผมจะเฝ้าถามตัวเองเสมอว่า (ตอนมัธยม 1) อีก 6 ปีข้างหน้า ชีวิตจะเป็นอย่างไร

ตอนเรียนมหาลัยปี 1ก็ถามตัวเองอีกว่า
อีก 4 ปี ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
เรียนจบทำงาน!! งานอะไร??

ตอนสอบบรรจุครูได้ ก็เฝ้าถามว่า
อีก 5 ปี ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
เป็นครูเหมือนเดิมหรือ??

ตอนนี้สอบคัดเลือกได้เป็นผู้อำนวยการ รร.
ก็เกิดคำถามขึ้นมาในหัวอีกแล้วว่า
“อีก 5 ปี ข้างหน้าชีวิตจะเป็นอย่างไร“
เป็น ผอ. เหมือนเดิมหรือ??

goals

แน่นอนว่าทุกครั้งที่มีคำถามเหล่านั้น
ผมก็จะมีคำตอบให้กับตัวเองไว้เสมอๆ
ซึ่งถือได้ว่าเป็น “เป้าหมาย“ ในแต่ละช่วงชีวิต
โดยเป้าหมายนี้ มีหลากหลายมาก
แต่ก็อยู่ในกรอบที่ประเมินแล้วว่าตนเองพอจะทำได้
และที่ผ่านมาผมก็สามารถทำได้ตามเป้าหมายจริง
ซึ่งไม่ใช่ว่าพอเวลาผ่านไปแล้วค่อยมาพูด!!
.
..
ซึ่งอันที่จริงแล้วก็หาข้อพิสูจน์ได้ยากส์
แต่ผมรับรองได้ว่า ถ้าใครขยันตั้งคำถาม
กับชีวิตเหมือนผมแล้วหละก็ ชีวิตคุณ
จะไม่ดำเนินไปอย่างล่องลอยไร้ทิศทาง
แต่จะประสบความสำเร็จตามกำลังกาย
และกำลังสติปัญญาของแต่ละคนแน่นอน!!

#เขียนเมื่อ 7/09/15

กฤติน กล่าวไว้!!

โพสท์ใน การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

มุฑิตาจิต

ในช่วงห้วงเวลานี้ 

ได้เห็นคณะครู และผู้บริหารสถานศึกษา จัดกิจกรรมการมุฑิตาจิต(นอกสถานที่)ให้กับผู้ที่จะ เกษียณอายุราชการ โดยเป็นกิจกรรมใหญ่โต สนุกสนาน ในลักษณะการท่องเที่ยวพร้อมจัดเลี้ยง ทำให้หวนคิดถึงคำพูดของท่านผู้อำนวยการโรงเรียนท่านนึง ที่ได้กล่าวไว้นานแล้วว่า

.

“ผลสัมฤทธิ์นักเรียนตกต่ำขนาดนี้ ยังกล้าไปเที่ยวกันอีกหรือ “.

.

..

ซึ่งเป็นคำถามที่ฟังแล้วขัดหูผู้ที่ได้ยิน แต่ทว่าสะท้อนถึงความจริงที่ชัดเจน และแสดงถึงอุดมการณ์ จิตวิญญานของความเป็นนักการศึกษา ของผู้อำนวยการโรงเรียนท่านนั้นได้อย่างแจ่มชัด.

.

..

เป็นที่น่าเสียดายที่ประเทศเรามีผู้อำนวยการโรงเรียนแบบนั้นน้อยมาก ถ้าประเทศเรามีผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีความคิด อุดมการณ์เหมือนที่กล่าวมา สัก 10%  เชื่อได้ว่าคุณภาพการศึกษาของชาติ คงไม่ตกต่ำถึงเพียงนี้!!

.

..

แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีความคิด อุดมการณ์แบบนี้ มักไม่เป็นที่ชอบใจของครู และเพื่อนผู้อำนวยการโรงเรียน ด้วยกัน!!
.กฤติน พันธุ์เสนา.

22 ก.ค. 2560

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เมื่อครูดื่มเหล้ามาโรงเรียน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็น เหล้า เบียร์ ไวน์ หรืออื่นๆ  นั้นเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน ผู้คนไม่ว่าสาขาอาชีพใด ต่างนิยมชมชอบในการร่ำสุรา หรือดื่มด่ำกับรสสัมผัสอันนุ่มละมุนของเบียร์ ซึ่งแน่นอนว่าการดื่มเครื่องดื่มใดๆล้วนเป็นสิทธิส่วนบุคคล ที่สามารถดื่มได้อย่างเสรีตราบเท่าที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น!!

wpid-17-08-19-09-54-28-730_deco.jpg

ในสังคมวงการอาชีพครู เป็นอีกหน่วยสังคมหนึ่งที่นิยมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นงานรื่นเริง หรืองานโศกเศร้า ล้วนแล้วต้องมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นตัวชูโรง ด้วยเหตุดังนี้ ทำให้ข้าราชการครูหรือแม้แต่ผู้อำนวยการโรงเรียน หลายๆคนมีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะเมื่อดื่มสุราจนเมามายแล้วจะทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการครู ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่สอนที่ใกล้ชิดกับนักเรียน การดื่มสุราจนเมาแล้วไปสอนนั้น ดูจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่นักเรียนอีกด้วย.

ผู้เขียน ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้ประสบพบเจอข้าราชการครูผู้ใต้บังคับบัญชาที่นิยมดื่มเหล้าเป็นอาจิณ เรียกได้ว่าเมามาโรงเรียนแทบจะทุกวัน ซึ่งผู้เขียนคิดว่าคงจะไม่ต่างจากโรงเรียนอื่นๆที่มีข้าราชการครูชาย เพราะโดยมากแล้วข้าราชการครูชายนั้นดูจะชอบดื่มเหล้ามากกว่าข้าราชการครูหญิง เหล่านี้นับได้ว่าเป็นความท้าทายอย่างมากที่ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องบริหารจัดการให้ได้ เพราะการดื่มสุราขณะปฏิบัติหน้าที่นั้นถือว่าผิดระเบียบวินัยของข้าราชการอย่างปฏิเสธไม่ได้ และ สำนักงาน ก.ค.ศ. ก็ได้มีข้อวินิจฉัยไว้ว่า “ข้าราชการครูที่ดื่มสุราและอาจเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน อาจถูกลงโทษทางวินัยไม่ร้ายแรง กรณีไม่รักษาชื่อเสียงของตนและไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย โดยกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว ตามมาตรา 94 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2557 แต่ถ้าหากดื่มสุราที่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว อาจถูกลงโทษ สถานหนักถึงปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ กรณีกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 94 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้”

เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละท่านต่างก็มีวิธีในการบริหารจัดการที่แตกต่างกันไป เช่น ทำเป็นเฉยดื่มได้ดื่มไป(เพราะ ผอ. ก็เมาเหมือนกัน..ฮา) หรือ ว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจาอย่างรุนแรง หรือแม้กระทั่ง สั่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยก็เคยมีมาแล้วในอดีต แต่ผู้เขียน ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่นใหม่(อายุน้อย) จะไปทำแบบที่กล่าวมาก็ดูเหมือนจะไม่มีชั้นเชิงทางการบริหารเท่าใดนัก(อาจจะโดนครูต่อยปากได้ง่ายๆ).

goodgovernant

ผู้เขียนจึงได้ดำเนินการ ที่คำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล คือ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักความมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบ และหลักความคุ้มค่า โดยผู้เขียนเลือกที่จะใช้ หลักคุณธรรมก่อน กล่าวคือ มีการพูดคุยกันก่อนว่า การดื่มเหล้าจนเมาแล้วมาสอนนั้นเป็นการกระทำที่ขาดคุณธรรม เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่นักเรียน เป็นที่ครหานินทาของผู้ปกครองนักเรียน หนักเข้าอาจจะมีคนบันทึกวิดีโอเป็นหลักฐานเพื่อนำไปประจานในสังคมเครือข่ายออนไลน์ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงหรืออาจถึงขั้นถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงต้องออกจากราชการได้ ซึ่งข้าราชการครูชายท่านนั้นมีการโต้เถียงพอสมควรว่า ดื่มแบบนี้มานานแล้ว และคิดว่ารับผิดชอบตัวเองได้!! เจอแบบนี้เข้าผู้เขียนเลยแจ้งว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆขึ้นมา โดยมากแล้วข้าราชการครูมักจะรับผิดชอบตัวเองไม่ได้หรอก ส่วนมากก็เป็นผู้อำนวยการนี่แหละที่ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้บังคับบัญชา แต่ถ้ายังยืนยันว่าจะดื่มเหล้าแล้วเข้าสอนเหมือนเดิม ผู้เขียนก็จะไม่ว่า เพราะถ้าเกิดเหตุอย่างที่ว่ามาข้างต้นแล้ว ผู้เขียนในฐานนะผู้บังคับบัญชา ก็ไม่อาจจะช่วยปกป้องคุ้มภัยอะไรให้ได้ เพราะถือว่าได้ทำหน้าที่แล้ว พูดง่ายๆคือ ตัวใครตัวมัน ปล่อยให้เป็นไปตามระเบียบกฏหมายก็แล้วกัน(หลักนิติธรรม)!! เมื่อได้รับรู้ดังนี้แล้ว ข้าราชการครูชายคนดังกล่าวก็มีพฤติกรรมการดื่มเหล้าลดลง และผู้เขียนไม่เคยเห็นอีกเลยว่าข้าราชการครูชายท่านนั้นเมาในโรงเรียน.

โดยสรุปแล้ว การดำเนินการใดๆในทางการบริหารงานบุคคลนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เพราะจะกระทบหลายอย่าง ผู้อำนวยโรงเรียนควรดำเนินการอย่างละมุนละม่อม โดยเริ่มจากมาตรการที่นุ่มนวล ไปหามาตรการที่แข็งกร้าว ซึ่งผู้เขียนได้พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ!!

ปล. ผู้เขียนเคยดื่มสุราอย่างหนัก แต่เลิกไปหลายปีแล้วเพราะเหตุผลด้านสุขภาพ

อ้างอิง : http://www.otepc.go.th/index.php/2012-07-11-08-30-24/2012-07-02-14-59-15/1089-2014-08-15-09-13-21

 

โพสท์ใน กฏหมายการศึกษา, บริหารการศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การพัสดุ: เงินประกันสัญญาน่ารู้

สืบเนื่องมาจากโรงเรียนที่ผู้เขียนทำงานอยู่นั้น ได้รับจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ  25ุ60 ในการก่อสร้างส้วมขนาดมาตรฐาน  โดยมีการดำเนินการจัดจ้าง ในช่วงห้วงเวลาที่ผู้เขียนย้ายมาดำรงตำแหน่งพอดี คือช่วงเดือน พฤศจิกายน 2560 โดยขั้นตอนต่างๆ ได้ผ่านการดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนการเซ็นสัญญาจ้าง ซึ่ง ผู้เขียนในฐานะหัวหน้าหน่วยงาน จึงมีหน้าที่ต้องเซ็นสัญญากับผู้รับจ้างโดยที่ไม่ทราบรายละเอียดอะไรมากนัก นับว่าสุ่มเสี่ยงพอสมควร เมื่อทำการเซ็นสัญญาจ้างกันเรียบร้อยแล้ว ผู้รับจ้างก็ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ แม้จะล่าช้าจนเกิดการเรียกเงินค่าปรับก็ยังถือว่า งานออกมาเรียบร้อยดี ทำให้ผู้เขียนโล่งอกไปเปราะหนึ่ง

wpid-P_20170818_111045.jpg

แต่ที่ทำให้ผู้เขียนหนักอกหนักใจนนั้น ไม่ได้เกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้คุณภาพ แต่เกิดจากการที่ ผู้รับจ้าง (หจก.)ไม่ไปชำระภาษีรายได้ประจำปี ทำให้กรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งให้โรงเรียนทำการอายัดเงินประกันสัญญาของผู้รับจ้างเพื่อนำไปชำระภาษีกับกรรมสรรพากร โดยกรมฯอาศัยอำนาจตาม ม.12 แห่งประมวลรัษฎากร!! ผู้เขียนไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ จึงทำการหารือ(ด้วยวาจา)ไปที่หน่วยเหนือคือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้คำตอบว่า ขึ้นอยู่กับโรงเรียนว่าจะทำตามที่กรมสรรพากรแจ้งหรือไม่ก็ได้  ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นคำตอบที่ไม่ชัดเจน จึงได้ทำการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับคดีในลักษณะนี้ ปรากฏว่ามีคดีในลักษณะนี้เยอะมาก โดยมีคำวินิจฉัยข้อหารือของคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนี้!!

1. เลขที่หนังสือ : กค 0706/6982 วันที่ : 22 กรกฎาคม 2547 เรื่อง : การอายัดเงินค้ำประกันสัญญาจ้าง ข้อกฎหมาย : มาตรา 12 ( ลอกมาจากที่นี่ http://interweb.rd.go.th/publish/24399.0.html

ข้อหารือ : ขอหารือเรื่องส่งคำสั่งอายัดทรัพย์สินให้แก่องค์การบริหารส่วน จังหวัด เพื่อนำส่งเงินค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญารับเหมาก่อสร้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด แต่องค์การบริหารส่วนจังหวัดแจ้งว่ายังไม่สามารถนำส่งเงินค้ำประกันตามคำสั่งอายัดได้ โดยอ้างว่าห้างฯ ยังมีข้อผูกพันตามสัญญาซึ่งต้องรับประกันความชำรุดบก พร่องของงานตามระยะเวลาที่กำหนด สิทธิเรียกร้องของห้างฯ ในเงินค้ำประกันดังกล่าวยังไม่เกิดจนกว่าจะพ้น ระยะเวลาตามสัญญา องค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงมีสิทธิที่จะเก็บเงินประกันความชำรุด บกพร่องได้จนกว่าจะหมดภาระการค้ำประกันตามหนังสือตอบข้อหารือของ สำนักงานอัยการสูงสุด

กรณีดังกล่าวขัดแย้งกับการตอบข้อหารือของกรมสรรพากร เรื่อง การอายัดเงินประกันตามสัญญาจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด ประยงค์ก่อสร้างว่า เทศบาล (ผู้ว่าจ้าง) เป็นเพียงผู้ครอบครองเงินจำนวนนั้น (เงินค้ำประกันสัญญา) ไว้และคืนให้แก่ห้างฯ ผู้รับจ้าง เมื่อสิ้นสุดสัญญาค้ำประกัน กรรมสิทธิ์ในเงินจำนวนดังกล่าวยังเป็นของห้างฯ กรมสรรพากรในฐานะเจ้าหนี้ภาษีอากรจึงชอบที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 12แห่งประมวลรัษฎากร อายัดเงินจำนวนดังกล่าวและเทศบาลฯ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย

แนววินิจฉัย : เงินค้ำประกันของห้างฯ ที่มอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านครอบ ครองเป็นประกันความ ชำรุดบกพร่องของงานตามสัญญารับเหมาก่อสร้าง เป็นข้อตกลงทางแพ่งระหว่างคู่สัญญาไม่มีผลผูกพัน กรมสรรพากรซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ดังนั้น เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านมิได้มีสิทธิยึดหน่วงเงินประกันสัญญาของห้างฯ ตามมาตรา 241 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เงินค้ำประกันตามสัญญาดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์สินของห้างฯ และห้างฯ มีหนี้ภาษีอากรที่จะต้องรับผิดชำระต่อกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพากรในฐานะเจ้าหนี้ภาษีอากรหรือผู้ว่าราชการจังหวัด จึงมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร กับเงินประกันสัญญาซึ่งเป็นทรัพย์สินของห้างฯ เพื่อชำระหนี้ภาษีอากรค้าง ที่ห้างฯ ต้องรับผิดชำระและองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะต้องปฏิบัติตาม คำสั่งอายัดทรัพย์สินของห้างฯ ดังกล่าวที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย

2. เรื่องเสร็จที่ 265/2550 

เงินที่บริษัทเชียงใหม่ ซี เค อาร์ จำกัด นำมาวางเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาไว้กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นั้น เป็นทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่หรือบริษัทเชียงใหม่ ซี เค อาร์ จำกัด โดยที่ข้อ 8 ของสัญญาซื้อขายและติดตั้งเครื่องปรับอากาศระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ผู้ซื้อ) และบริษัทเชียงใหม่ ซี เค อาร์ จำกัด (ผู้ขาย) ได้กำหนดให้ผู้ขายนำหลักประกันเป็นเงินสดมามอบให้แก่ผู้ซื้อเพื่อเป็นหลัก ประกันการปฏิบัติตามสัญญา และผู้ซื้อจะคืนให้เมื่อผู้ขายพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญานี้แล้ว ดังนั้น การนำเงินสดมาวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญานั้น มิได้มีเจตนาจะส่งมอบเงินให้เป็นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นการเด็ดขาดแต่ อย่างใด เป็นเพียงการส่งมอบเงินเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาเท่านั้น และเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็มีหน้าที่ที่ต้องคืนเงินหลักประกันให้แก่บริษัท เชียงใหม่ ซี เค อาร์ จำกัด

เมื่อพิจารณาฐานะความเป็นเจ้าหนี้ของกรมสรรพากรและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้ว ปรากฏว่ากรมสรรพากรมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรซึ่งเป็นหนี้บุริมสิทธิสามัญ เหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้ตามมาตรา 251 ประกอบกับมาตรา 253 (3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีเพียงบุคคลสิทธิเท่านั้น ดังนั้น กรมสรรพากรในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิจึงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ จากเงินหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาในลำดับก่อนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบกับหลักการบังคับคดีตามมาตรา 287 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือ สิทธิอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย ซึ่งคำว่าสิทธิอื่นๆ นี้ จะต้องเป็นสิทธิที่เทียบเคียงได้ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิด้วย เมื่อสิทธิของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นเพียงบุคคลสิทธิ มิใช่บุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ย่อมไม่อาจโต้แย้งหรือคัดค้านคำสั่งอายัดของกรมสรรพากร ได้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อกรมสรรพากรมีคำสั่งอายัดเงินหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาแล้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงมีหน้าที่ต้องส่งเงินหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ให้แก่กรมสรรพากรภายในเวลาที่กำหนด จะเก็บหรือยึดเงินหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาไว้จนกว่าสัญญาจะสิ้นผล ผูกพันมิได้

3. เรื่องเสร็จที่ 498/2548 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 12) มีความเห็นว่า เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว เห็นว่า กฎหมายให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากร ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอในการสั่งยึดหรืออายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐได้รับภาษีอากรค้างซึ่งแตกต่างจากสิทธิของเจ้าหนี้ในคดีแพ่ง ทั่วๆไป นอกจากนี้ เพื่อให้การยึดหรืออายัดบรรลุวัตถุประสงค์ กฎหมายได้ห้ามผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด มิฉะนั้นจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ดังนั้น ในการพิจารณาข้อหารือจึงต้องพิจารณาเสียก่อนว่า เงินซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดหางดงแทรคเตอร์นำมาวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติ ตามสัญญารับเหมาก่อสร้างไว้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดหางดงแทรคเตอร์ผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ว่าเงินซึ่งเป็นหลักประกันนั้นจะอยู่ในความครอบครองขององค์การบริหารส่วน จังหวัดน่านผู้ว่าจ้างก็ตาม แต่ก็เป็นผลของข้อตกลงตามสัญญารับเหมาก่อสร้างซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านมีสิทธิตามสัญญาในการริบหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาได้เท่านั้น และตามข้อ ๓ ของสัญญาดังกล่าว เมื่อสัญญาสิ้นผลผูกพัน องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านจะต้องคืนหลักประกันให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด หางดงแทรคเตอร์ต่อไป ดังนั้น ตราบใดที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านยังมิได้ใช้สิทธิริบหลักประกันการ ปฏิบัติตามสัญญา เงินซึ่งเป็นหลักประกันดังกล่าวจึงยังคงเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัด หางดงแทรคเตอร์ ด้วยเหตุนี้ กรมสรรพากรจึงมีอำนาจอายัดเงินซึ่งเป็นหลักประกันตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากรได้

*************************************************************************

โดยสรุป 

จากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีการนั้น ผู้เขียนเห็นว่า อย่างไรเสีย โรงเรียนต้องทำการอายัดเงินประกันสัญญาของผู้รับจ้าง เพื่อถอนเงินนั้นนำไปชำระภาษีที่ผู้รับจ้างค้างอยู่กับกรมสสรรพากร!!

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อมีการถอนเงินประกันสัญญาออกไปแล้ว นั้นหมายถึงว่า โรงเรียนในฐานะผู้ว่าจ้างไม่ได้มีปลักประกันใดๆเลยว่าผู้รับจ้างจะเข้ามาดูแลสิ่งก่อสร้างที่ได้ได้ก่อสร้างเสร็จไปแล้ว เพราะเงินประกันสัญญาซึ่งเป็นหลักประกันเดียวที่ผู้รับจ้างได้ให้ไว้เป็นประกันนั้น ไม่มีแล้ว!!

ผู้เขียนไม่อยากจะคิดไปว่า นี่คือเทคนิคของผู้รับจ้างที่ไม่ต้องการเข้ามารับผิดชอบการดูแลงานก่อสร้างหลักจากสร้างเสร็จ จึงไม่ไปชำระภาษี เพราะรู้อยู่แล้วว่ากรมสรรพากรต้องมีหนังสือแจ้งอายัดเงินประกันสัญญาไปยังผู้ว่าจ้างแน่นอน!! ด้วยเหตุนี้ กรรมจึงตกอยู่กับโรงเรียนที่ต้องรับสภาพไป เพราะถ้าไม่ดำเนินการตามที่กรมสรรพากรแจ้ง ก็อาจจะโดนฟ้องในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้.      ผูั้บริหารโรงเรียนทั้งหลายพึงสังวรณ์ไว้เป็นกรณีศึกษาด้วยนะครับ!!

กฤติน พันธุ์เสนา 18 สิงหาคม 2560

โพสท์ใน บริหารการศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

เครือข่ายสังคมออนไลน์ : Social Network

1. แนวคิดเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์

                                ปัจจุบันการสื่อสารของมนุษย์ได้รับการพัฒนาให้สื่อสารถึงกันอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น สื่อชนิดหนึ่งที่ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วม สร้าง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ คือ social media คำนี้คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติศัพท์ว่า สื่อสังคม หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า สื่อออนไลน์ หรือ สื่อสังคมออนไลน์ ในทางเทคนิค สื่อสังคม จะหมายถึง โปรแกรมกลุ่มหนึ่งที่ทำงานโดยใช้พื้นฐานและเทคโนโลยีของเว็บตั้งแต่รุ่น ๒.๐ เช่น บีโบ มายสเปซ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ วิกิพีเดีย ไฮไฟฟ์ และบล็อกต่าง ๆ ในทางธุรกิจเรียกสื่อสังคมว่า สื่อที่ผู้บริโภคสร้างขึ้น (consumer-generated media หรือ CGM) สำหรับกลุ่มบุคคลผู้ติดต่อสื่อสารกันโดยผ่านสื่อสังคม ซึ่งนอกจากจะส่งข่าวสารข้อมูลแลกเปลี่ยนกันแล้ว ยังอาจทำกิจกรรมที่สนใจร่วมกันด้วย กลุ่มบุคคลที่ติดต่อสื่อสารกันโดยผ่านสื่อสังคมดังกล่าว คือ social network ซึ่งคณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ บัญญัติศัพท์ social network ว่า เครือข่ายสังคม ในเครือข่ายสังคม กลุ่ม “เพื่อน” หรือ “ผู้ติดต่อกัน” จะต้องแนะนำตนเองอย่างสั้น ๆ โดยทั่วไปซอฟต์แวร์ที่ให้บริการเครือข่ายสังคมจะเปิดโอกาสให้กลุ่มเพื่อน ๆ วิพากษ์วิจารณ์กันเองได้ ส่งข้อความส่วนตัว และเข้าไปอ่านข้อความของเพื่อน ๆ ในกลุ่มได้ ซอฟต์แวร์บางประเภทจะสามารถให้เพื่อน ๆ เพิ่มเสียงและภาพเคลื่อนไหวลงในประวัติของตนได้ด้วย นอกจากนี้ เพื่อนบางคนก็อาจจะสร้างโปรแกรมย่อย ๆ ขึ้นมาให้ใช้ร่วมกันได้ เช่น เล่นเกม ถามปัญหา หรือปรับแต่งรูปภาพ ทำให้บางคนมีผู้สมัครเข้ามาเป็นเพื่อนด้วยมากมาย(ราชบัณฑิตสถาน,2560)

เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social networks) คือ เว็บไซต์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้คน สามารถการสื่อสารและแบ่งปันข้อมูล บนอินเทอร์เน็ตโดยใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ (แคมบริด, 2560)

เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social network) คือ รูปแบบของเว็บไซต์ ในการสร้างเครือข่ายสังคม สำหรับผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ต เขียนและอธิบายความสนใจ และกิจการที่ได้ทำ และเชื่อมโยงกับความสนใจและกิจกรรมของผู้อื่น ในบริการเครือข่ายสังคมมักจะประกอบไปด้วย การแช็ต ส่งข้อความ ส่งอีเมล วิดีโอ เพลง อัปโหลดรูป บล็อก การทำงานคือ คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลพวกนี้ไว้ในรูปฐานข้อมูล sql ส่วน video หรือ รูปภาพ อาจเก็บเป็น ไฟล์ก็ได้ บริการเครือข่ายสังคมที่เป็นที่นิยมได้แก่ ไฮไฟฟ์ มายสเปซ เฟซบุ๊ก ออร์กัต มัลติพลาย โดยเว็บเหล่านี้มีผู้ใช้มากมาย เช่น เฟสบุ๊คเป็นเว็บไซต์ที่คนไทยใช้มากที่สุด ในขณะที่ออร์กัตเป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศอินเดีย ปัจจุบัน บริการเครือข่ายสังคม มีผลประโยชน์คือหาเงินจากการโฆษณา การเล่นเกมโดยใช้บัตรเติมเงิน (วิกิพีเดีย,2560)

โดยสรุป เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social network) หมายถึง  เว็บไซต์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้คนสมารถสร้างเครือข่ายสังคม สำหรับผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ต เพื่อใช้ในการสื่อสารแบ่งปันข้อมูล เขียนและอธิบายความสนใจ และกิจการที่ได้ทำ และเชื่อมโยงกับความสนใจและกิจกรรมของผู้อื่น เช่น facebook

2. ความหมายของสื่อสังคมออนไลน์

สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายสังคมออนไลน์(Social Network) โดยมีผู้ให้ความหมายของสื่อสังคมออนไลน์ไว้ ดังนี้

รูปแบบของสื่อที่ช่วยให้คน สามารถสื่อสารและแบ่งปันข้อมูล ด้วยการใช้อินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์มือถือ (ราชบัณฑิตสถาน, 2560)

สื่อชนิดหนึ่งที่ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วม สร้าง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ (แคมบริด, 2560)

สื่อสังคม ( social media) หมายถึง สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นสื่อกลางที่ให้บุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมสร้างและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตได้ สื่อเหล่านี้เป็นของบริษัทต่างๆ ที่ให้บริการผ่านเว็บไซต์ของตน เช่น เฟซบุ๊ก ไฮไฟฟ์ ทวิตเตอร์ วิกิพีเดีย (วิกิพีเดีย,2560)

โดยสรุป Social media หมายถึง รูปแบบของสื่อชนิดหนึ่งที่ช่วยให้คน สามารถสื่อสารและแบ่งปันด้วยการใช้อินเทอร์เน็ต ทั้งยังเป็นสื่อกลางที่ให้บุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมสร้างและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตได้ เช่น Slideshare

 

                3. ประเภทของสื่อสังคมออนไลน์

สื่อสังคมออนไลน์มีหลายรูปแบบ ทั้งประเภทเครื่องมือ และการประยุกต์ใช้งานที่หลากหลาย ซึ่ง อาจแบ่งได้ดังนี้ (Williamson, Andy 2013: 9)

1. เครือข่ายสังคม (Social networking site) เป็นเว็บไซต์ที่บุคคลหรือ หน่วยงานสามารถสร้างข้อมูล และเปลี่ยนข้อมูล (สถานะของตน) เผยแพร่รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว โดยที่บุคคลอื่น

สามารถเข้ามาแสดงความชอบ หรือส่งต่อ หรือเผยแพร่ หรือ แสดงความเห็น โต้ตอบการ สนทนา หรือแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ เช่น  Facebook,  Badoo, Google+,  Linkdin, Orkut

2. ไมโครบล็อก (Micro-blog) เป็นเว็บไซต์ที่ใช้เผยแพร่ข้อมูล หรือข้อความสั้น ในเรื่องที่สนใจเฉพาะด้าน รวมทั้งสามารถใช้เครื่องหมาย # (hashtag) เพื่อเชื่อมต่อกับกลุ่มคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันได้ เช่น Twitter, Blauk, Weibo, Tout, Tumblr

3. เว็บไซต์ที่ให้บริการแบ่งปันสื่อออนไลน์ (Video and photo sharing website) เป็นเว็บไซต์ที่ให้ผู้ใช้สามารถฝาก หรือนําสื่อข้อมูล รูปภาพ วีดีโอ ขึ้นเว็บไซต์เพื่อแบ่งปัน แก่ผู้อื่น เช่น Flicker, Vimero, Youtube, Instagram, Pinteres

4. บล็อก ส่วนบุคคลและองค์กร (Personal and corporate blogs) เป็นเว็บไซต์ที่ผู้เขียนบันทึก เรื่องราวต่าง ๆ เสมือนเป็นบันทึกไดอารีออนไลน์สามารถเขียนในลักษณะไม่เป็นทางการ

และแก้ไขได้บ่อย ซึ่งบล็อกสามารถใช้ได้ทั้งส่วนบุคคล และกลุ่ม หรือองค์กร เช่น Blogger, WordPress, Bloggang,  Exteen

5. บล็อกที่มีสื่อสิ่งพิมพ์เป็นเจ้าของเว็บไซต์ (Blogs hosted by media outlet)

เป็นเว็บไซต์ที่ใช้ในการนำเสนอข่าวสารของสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งมีความเป็นทางการน้อยกว่าสื่อสิ่งพิมพ์แต่มีรูปแบบ และความเป็นทางการมากกว่าบล็อก เช่น theguardian.com เจ้าของคือ หนังสือพิมพ์ The Gardian

6. วิกิและพื้นที่สาธารณะของกลุ่ม (Wikis and online collaborative space)

เป็นเว็บไซต์ที่เป็นพื้นที่สาธารณะ ออนไลน์เพื่อรวบรวมข้อมูล และเอกสาร เช่น Wikipedia, Wikia

7. กลุ่มหรือพื้นที่แสดงความคิดเห็น (Forums, discussion board and group)

เป็นเว็บไซด์หรือกลุ่มจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการแสดงความเห็นหรือเสนอแนะ มีทั้งที่ เป็นกลุ่มส่วนตัวและสาธารณะ เช่น Google Groups, Yahoo Groups, Pantip

8. เกมส์ออนไลน์ที่มีผู้เล่นหลายคน (Online multiplayer gaming platform) เป็นเว็บไซด์ที่เสนอรูปแบบการเล่นเกมส์ออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถเล่นได้คน เดียวหรือเป็นกลุ่ม

เช่น Second life, World of Warcraft

9. ข้อความสั้น (Instant messaging) การรับส่งข้อความสั้นจากมือถือ เช่น SMS (text messaging)

10. การแสดงตนว่าอยู่ ณ สถานที่ใด (Geo-spatial tagging) เป็นการแสดงตําแหน่งที่อยู่ พร้อมความเห็นและรูปภาพ ในสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, Foursquare

สื่อสังคมออนไลน์บางสื่อมีความสามารถและให้บริการการใช้มากกว่าหนึ่งอย่าง เช่น Facebook เป็นทั้งเครือข่ายสังคมออนไลน์และสามารถแบ่งปันรูปภาพ ภาพเคลื่อนไหวด้วย และแสดงตำแหน่งที่ตั้ง หรือ Twitter ที่เป็นทั้งเครือข่ายสังคมออนไลน์และไมโครบล็อกและการแบ่งปันสถานะ เป็นต้น

                4. การประยุกต์ใช้สื่อสังคมออนไลน์

ปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในงานด้านต่างๆอย่างแพร่หลาย  โดยมีตัวอย่างการประยุกต์ใช้ ดังนี้

จุลมณี สุระโยธิน (2554,148:160) ในการศึกษา ผลของการจัดการเรียนรู้ร่วมกันทางอินเทอร์เน็ตด้วยการเขียนสะท้อนคิดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อทักษะทางสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้ทำการประยุกต์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในฐานะเครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูล ทั้งแบบประเมินทางสังคม แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้

ธนิพร จุลศักดิ์ (2555) ได้ศึกษาการเผยแพร่ธรรมะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี พบว่า รูปแบบของการเผยแพร่ธรรมะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธีนั้น มีการใช้ เฟสบุ๊ค แฟนเพจ (Facebook Fan Page) โดยมีการใช้มัลติมีเดียอย่างสมบูรณ์ทุกรูปแบบ โดยเป็นการกระจายไปยังเมนูต่างๆอย่างครบถ้วน โดยมีการใช้ข้อความตัวอักษร มากที่สุด รองลงมาคือการใช้รูปภาพ วิดีโอ ลิงค์ดาวน์โหลด และการใช้เสียง และยังพบว่าแต่ละเมนูมีการนำเสนอมัลติมีเดียมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งเป๋นการผสมผสานเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ และดึงดูดกลุ่มผู้ใช้ให้เข้าไปใช้งาน

วิลเลี่ยมสัน (2556) ได้นำเสนอการประยุกต์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในการดำเนินการของรัฐสภา ดังนี้

1. ใช้เพื่อการให้ข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลพื้นฐานและแหล่งข้อมูลต่าง ๆ แก่สาธารณชน รวมถึงการแลกเปลี่ยนและการส่งเสริมประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับกิจการของรัฐสภา เช่น การดำเนินการเกี่ยวกับกระบวนการตรากฎหมาย การติดตามกระทู้ถาม การประชุมกรรมาธิการกิจการ

พิเศษ การเยี่ยมชมรัฐสภา และรายงานการศึกษาที่น่าสนใจ

2. ใช้เพื่อให้ความรู้ เป็นแหล่งในการค้นคว้า ติดตาม เอกสารประกอบการอบรม และแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ของครูอาจารย์และนักเรียน รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับรายงานการศึกษาของรัฐสภา บทความ เอกสารต่าง ๆ ของรัฐสภา

3. ใช้เพื่อการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่อเชื่อมต่อกับกลุ่มต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรต่าง ๆ เพื่อเป็นช่องทางสาธารณะสำหรับการติดต่อกับรัฐสภา

4. ใช้ในการสร้างความร่วมมือ และติดต่อกับประชาชน เป็นช่องทางที่ได้ผลดีในการให้ข้อมูล และติดต่อกับประชาชน การส่งความคิดเห็น และสร้างความสนใจต่อกระบวนการนิติบัญญัติรวมถึงการให้คำปรึกษาโดยตรงแก่สาธารณะ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนิติบัญญัตินโยบาย และกลยุทธ์ในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการนิติบัญญัติ

เกียรติศักดิ์ เสสสุวรรณ (2556) ได้นำสื่อสังคมออนไลน์ไปประยุกต์ใช้ ด้วยการพัฒนาโมเดลสภาพแวดล้อมการเรียนแบบสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งเสริมจิตสาธารณะในการเรียนแบบภาระงานเป็นฐาน สาหรับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา เป็นการการเรียนการสอนบนเว็บแบบสื่อสังคมออนไลน์เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองบนเว็บแบบฝึกปฏิบัติกิจกรรมเพื่อให้เกิดจิตสาธารณะ โดยโมเดลสภาพแวดล้อมการเรียนแบบสื่อสังคมออนไลน์ที่ส่งเสริมจิตสาธารณะในการเรียนแบบภาระงานเป็นฐาน ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย

1.องค์ประกอบของโมเดล มี 7 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) หลักการของโมเดล

2) วัตถุประสงค์ของโมเดล 3) กระบวนการเรียนการสอน 4) การจัดกิจกรรมกระบวนการเรียนการ

สอนแบบภาระงานเป็นฐาน 5) เนื้อหาและกิจกรรมที่ส่งเสริมจิตสาธารณะ 6) ระบบการเรียนการ

สอนบนเว็บแบบสื่อสังคมออนไลน์ 7) การวัดและการประเมินผล
2. ขั้นตอนกระบวนการเรียนการสอน มี 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นเตรียมก่อนการ

เรียนการสอน และขั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

3. กิจกรรมประกอบการจัดการเรียนการสอนแบบภาระงานเป็นฐาน มี 8

กิจกรรม ได้แก่ 1) การกำหนดภาระงาน 2) การตระหนักรู้ปัญหา 3) การค้นหาสาเหตุของปัญหา

4) การกำหนดปัญหา 5) การหาแนวทางแก้ไขปัญหา 6) การค้นหาข้อสรุปและเลือกวิธี 7) การ

ดาเนินการแก้ปัญหา 8) การสรุปและประเมินผล

4. เนื้อหาและกิจกรรมที่ส่งเสริมจิตสาธารณะ มี 5 กิจกรรม 1) กระบวนการ

เรียนรู้เนื้อหา การปฏิบัติกิจกรรมบนเว็บแบบสื่อสังคมออนไลน์ในกระบวนจัดการเรียนรู้แบบภาระงาน

เป็นฐาน 2) นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมรายบุคคล กิจกรรมเป็นกลุ่ม โดยการใช้บทเรียนการพัฒนาจิต

สาธารณะผ่านรูปภาพ วิดีโอ เนื้อหา บทความ และการ์ตูนร่วมกับการชี้แนะทางวาจา ซึ่งการชี้แนะ

ทางวาจามีการสร้างระบบขั้นตอนการชี้แนะที่เหมาะสม กำหนดพฤติกรรมการชี้แนะอย่างชัดเจน

เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรจิตสาธารณะ 3) กิจกรรมการค้นคว้าประเภทเนื้อหา รูปภาพ วิดีโอ

เน้นด้านปัญหาที่เกิดในสังคมและการแก้ปัญหาในสังคม ตามตัวชี้วัดจิตสาธารณะ 4) กิจกรรมการ

นาเสนอผลงาน การเผยแพร่ผลงาน การส่งงาน ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ 5) กิจกรรมการแลกเปลี่ยน

เรียนรู้เรื่องจิตสาธารณะผ่านสื่อสังคมออนไลน์

5. ระบบการเรียนการสอนบนเว็บแบบสื่อสังคมออนไลน์ มี 7 ประเภท 1)

Blogger 2) Facebook 3) YouTube 4) WikiPedia 5) Skype 6) Multiply 7) Twitter

เครื่องมือมี 6 ชนิดดังนี้ 1) วิดีโอ 2) รูปภาพ 3) ห้องสนทนา 4) ส่งจดหมายอีเล็กทรอนิกส์ 5)

การนาเสนองาน 6) การศึกษาค้นคว้า

6. การวัดและประเมินผล มี 3 ลักษณะ 1) การประเมินด้านกระบวนการ

(Process) 2) การประเมินความคืบหน้า (Progress) 3) การประเมินผลงาน (Product)

คเชนทร์ กองพิลา (2558 ) ได้นำเสนอการประยุกต์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการเรียนการสอน เป็นการนำแหล่งข้อมูล ภาพ เสียง และปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในเครือข่ายสังคมมาเป็นสื่อ เครื่องมือ และใช้แหล่งความรู้ที่หลากหลายบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลางหรือช่องทางในการเรียนการสอนส่งผลให้ผู้เรียนได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายตามความสนใจ ทำให้การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ แต่ในปัจจุบันสื่อสังคมออนไลน์มีจำนวนมากมาย ดังนั้น เมื่อจะนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบของสื่อสังคมออนไลน์มาเป็นกรอบในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ดังนี้

1. การร่วมมือ (Collaboration) เป็นการแบ่งกลุ่มผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อยตามประเด็นหัวข้อที่นักเรียนสนใจ มีการกำหนดบทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบ โดยสมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องร่วมมือกันในการเรียนรู้หรือทำกิจกรรมโดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือ เช่น Group (กลุ่มร่วมมือกันเรียนรู้ตามหัวข้อที่นักเรียนสนใจ) และ Member (การเป็นสมาชิกในกลุ่ม)

2. การสื่อสาร (Communication) เป็นการใช้ช่องทางของสื่อสังคมออนไลน์ในการติดต่อสื่อสาร พูดคุย แลกเปลี่ยน สอบถาม ติดตาม แสดงความคิดเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ในสถานที่และเวลาที่แตกต่างกัน เครื่องมือสื่อสารควรเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการและสภาพการใช้งานของผู้เรียนและสอดคล้องกับลักษณะกิจกรรม เช่น Facebook จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) กระดานสนทนา (WebBoard) การพูดคุย(Chat)

3. บริบททางสังคม (Social Context) เป็นองค์ประกอบด้านสภาพแวดล้อม ความสัมพันธ์ ช่องทาง สถานที่ เวลา และสถานการณ์หรือเรื่องราวที่กำหนดให้ผู้เรียนเข้าไปร่วมทำกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้พื้นที่ของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีระบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นโดยสมาชิกทุกคนในห้องต้องเข้าร่วมกลุ่มจึงจะสามารถทำกิจกรรมได้ และมีการเชื่อมโยงเพื่อการสื่อสารกับกลุ่มในเฟสบุ๊ค (Facebook)

4. เทคโนโลยี (Technologies) เป็นการจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้หรือสิ่งอำนวยความสะดวกโดยอาศัยเทคโนโลยีเครือข่ายในรูปแบบของสื่อสังคมออนไลน์ เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ การสื่อสารในลักษณะของการโต้ตอบ เช่น Facebook , Blog , YouTube , E-mail (Disscusion , Web Board , Chat , Comment , Reply) แบบทดสอบออนไลน์ รวมถึงการเชื่อมโยงไปยังแหล่งทรัพยากรสารสนเทศ อื่นๆ

5. การแบ่งปัน (Sharing) หรือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นกระบวนการสำคัญในการจัดการความรู้ ข้อมูล แหล่งข้อมูล ภาพ เสียง เนื้อหาผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อแบ่งปันให้กับสมาชิกในกลุ่มโครงงานและในเครือข่าย เช่น การแบ่งปันโดยใช้ Google Drive , Google Docs , Google Forms , Google Sheets , Google Presentation อื่นๆ

6. ความสัมพันธ์ (Connections) โดยการให้สมาชิกทุกคนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมทั้งในส่วนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งภายในกลุ่ม ระหว่างกลุ่มทุกคนอย่างสม่ำเสมอ โดยกิจกรรมจะมุ่งเน้นการนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกัน ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมถึงการตั้งประเด็นการศึกษา คำถาม วัตถุประสงค์และหัวข้อนั้นๆ เช่น Group (กลุ่มตามหัวข้อโครงงานของนักเรียนแต่ละกลุ่ม และกลุ่มแต่ละห้องเรียน)

7. การใช้เครื่องมือร่วมกันสร้างเนื้อหา (Content co-creation Tools) โดยการที่สมาชิกในกลุ่ม นอกกลุ่มและในเครือข่ายมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ (Co-Creation) และนำเสนอข้อมูลเนื้อหา (Content) แสดงความคิดเห็นด้วยการโพสต์คอมเม้นต์ โต้ตอบกันได้อย่างอิสระ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยนักเรียนจะเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ เช่น การแบ่งปัน (Sharing) การแสดงความคิดเห็น(Comment) การโต้ตอบ (Reply) การนำเสนอ (YouTube) การทำแผนที่ความคิด (Mind Map)

โดยสรุป การประยุกต์ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบันนั้น มีการประยุกต์ใช้ในหลายรูปแบบทั้ง ใช้เป็นเครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูลเพื่อการศึกษาวิจัย ใช้เป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ แบ่งปันข้อมูลข่าวสาร ใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชน และใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอน ทั้งในรูปแบบของสื่อการสอน แหล่งข้อมูลการเรียนรู้ และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้

Download PDF File คลิกด้านล่าง

ดาวน์โหลด: สรุปเครือข่ายสังคมออนไลน์_กฤติน

 

อ้างอิง

เกียรติศักดิ์ เสสสุวรรณ (2556 ).การพัฒนาโมเดลสภาพแวดล้อมการเรียนแบบสื่อสังคมออนไลน์ที่         ส่งเสริม จิตสาธารณะในการเรียนแบบภาระงานเป็นฐาน สำหรับผู้เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา,       ปรัชญาดุษฏีบัณฑิต ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

คเชนทร์ กองพิลา (2558 ).แบบจำลองการเรียนการสอนแบบโครงงานโดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นฐาน   เพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะห์, ปรัชญาดุษฏีบัณฑิต ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

จุลมณี สุระโยธิน (2554). ผลของการจัดการเรียนรู้ร่วมกันทางอินเทอร์เน็ตด้วยการเขียน      สะท้อนคิดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อทักษะทางสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปกร.

ธนิพร จุลศักดิ์ (2555). การเผยแพร่ธรรมะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี,      นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.

เคมบริดจ์ (2560). ออนไลน์. http://dictionary.cambridge.org สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2560

ราชบัณฑิตยสภา (2560) .ออนไลน์ . http://www.royin.go.th/ สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2560

วิกิพีเดีย (2560). ออนไลน์. https://www.wikipedia.org/ สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2560

Williamson, Andy. Social Media Guidelines for Parliaments [Online]. Available from:           http://www.ipu.org/PDF/publications/SMG2013EN.pdf [6 August 2013].

โพสท์ใน การศึกษา, ครูไอที | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ใบประกอบวิชาชีพครูอาจไม่ใช่ใบรับประกันการเป็นครูที่ดี!!

นับเป็นความกล้าหาญชาญชัย ของท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบัน ที่ออกมาทำในสิ่งที่ไม่มีใครกล้าทำ นั้นก็คือการยอมให้บัณฑิตที่ไม่ได้จบทางการศึกษาและไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู สามารถสอบบรรจุเพื่อเข้ารับราชการเป็น ครูผู้ช่วยได้!!

ex_cert

 

อันที่จริงแล้ว ประเด็นนี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่แต่อย่างใด เพราะ ก.ค.ศ. เคยมีมติแบบเดียวกันมาแล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2548 โดยอนุญาตให้ บัณฑิตที่ไม่ได้จบทางการศึกษาและไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู สามารถสอบบรรจุเพื่อเข้ารับราชการเป็นครูผู้ช่วยได้  ซึ่งนับได้ว่าเป็นครูผู้ช่วยรุ่นแรกด้วย โดยครูผู้ช่วยที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพในยุคนั้น เมื่อได้รับการบรรจุแต่งตั้งแล้ว ต้องไปเรียนเพื่อให้ได้วุฒิทางการศึกษา ที่โดยส่วนใหญ่ก็ไปเรียนต่อในระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาชีพครู หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า ป.บัณฑิตวิชาชีพครู และเมื่อจบการศึกษาซึ่งเรียน 1 ปี แล้ว ก็สามารถนำคุณวุฒิ วิชาชีพครูนั้นไปยื่นเพื่อขอมีใบประกอบวิชาชีพครูได้ โดยหลักสูตร ป.บัณฑิตวิชาชีพครู สามารถสร้างรายได้ให้กับสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ เป็นเหตุให้มีการเปิดหลักสูตรนี้กันอย่างมโหราฬ เรียกได้ว่าเปิดสอนกันเกือบทุกๆมหาวิทยาลัย ไม่เว้นแม้แต่สถาบันการพลศึกษา(ไม่มีคณะครุศาสตร์,ศึกษาศาสตร์) หนักเข้า ถึงขั้นมีการซื้อขายวุฒิบัตรกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังในจังหวัดขอนแก่น เป็นเรื่องเป็นราวกันใหญ่โตจนมหาวิทยาลัยเกือบจะถูกปิด

จากเหตุการณ์ข้างต้น ทำให้มีการตรวจสอบคุณภาพการจัดการเรียนการสอนหลักสูตร ป.บัณฑิตวิชาชีพครู ทั่วประเทศกันอย่างครึกโครม เป็นเหตุให้หลักสูตร ป.บัณฑิตวิชาชีพครู ในหลายๆสถาบันทยอยปิดตัวลง จนกระทั่งกระทรวงศึกษาธิการสั่งปิดหลักสูตรป.บัณฑิต ทุกหลักสูตรทั้ง วิชาชีพครู และการบริหารการศึกษา ลามไปถึงหลักสูตรปริญญาโทด้านการศึกษา ที่มีการจัดการเรียนการสอนนอกที่ตั้งทั้งหลายที่เรียกว่า “ศูนย์นอก” ซึ่งนับว่าเป็นการทุบหม้อข้าวของเหล่ามหาวิทยาลัยทั้งหลายด้วย เพราะ “ศูนย์นอก” เป็นแหล่งสร้างรายได้หลักของคณะครุศาสตร์ ,ศึกษาศาสตร์ อย่างเป็นกอบเป็นกำตลอดมา!!

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้มีการปรับหลักสูตรการผลิตบัณฑิตครู จากหลักสูตร 4 ปี เป็นหลักสูตร 5 ปี โดยเป็นการเรียนวิชาครู วิชาเอก เป็นเวลา 4 ปี และฝึกประสบการณ์สอนในสถานศึกษาอีก 1 ปี  ทำให้มีแต่บัณฑิตครู 5 ปี เท่านั้นที่สามารถขอใบประกอบวิชาชีพครูได้!! โดยที่บัณฑิตสาขาวิชาเอกอื่นๆ ไม่สามารถ!!

การที่ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบัน ออกมาบอกว่าการที่ให้บัณฑิตสาขาวิชาเอกอื่นๆสามารถสอบบรรจุเพื่อรับราชการครูได้ เพราะเป็น “สาขาขาดแคลน” นั้น เป็นเรื่องจริงครับ เท่าที่ดู 25 วิชาเอกที่เปิดกว้างนั้น “ขาดแคลน”จริงๆ ถ้ามองอย่างไม่อคติ ถือว่าท่านรัฐมนตรีวิสัยทัศน์กว้างไกลมาก เพราะ 25 สาขาวิชาเอกที่ว่านั้น เป็นสาขาวิชาที่จะนำพาประเทศไทยก้าวไกลในอนาคต และที่สำคัญ เป็นสาขาวิชาที่สถาบันการผลิตครูไม่เปิดสอน!!

ดังนั้น  ผู้ประกอบวิชาชีพครู บัณฑิตครู และสถาบันการผลิตครู ที่ออกมาต่อต้าน ไม่เห็นด้วย หรือแม้แต่จะล่ารายชื่อเพื่อถอดถอนท่านรัฐมนตรี ควรจะเปิดใจ เปิดกว้างทางความคิดว่า นี่เป็นโอกาสที่จะทำให้ประเทศชาติเราก้าวไปข้างหน้า มีโอกาสที่จะได้บุคลากรทางการศึกษาที่มีความรู้หลากหลาย สถาบันการผลิตครูควรพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการเปิดหลักสูตรที่ขาดแคลนเหล่านั้น เพื่อรองรับความต้องการในสาขาวิชาเอกนั้น!!

เหนือสิ่งอื่นใด ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่า บัณฑิตที่ไม่ได้จบครูมานั้น ไม่เพียงสามารถเป็นครูที่ดีได้ แต่ยังสามารถเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนที่ดีได้ด้วย เผลอๆ อาจจะเป็นศึกษาธิการจังหวัดที่ดี หรือแม้แต่ศึกษาธิการภาคที่ดี ปลัดกระทรวงที่ดีได้ด้วย!!

โพสท์ใน การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

โลกใบใหม่ ETC

จากการที่ผู้เขียนได้รับข้อเสนอแนะในการ วางแผนกลยุทธ์ ตามคำแนะนำของผู้หลักผู้ใหญ่ ที่ท่านประสบความสำเร็จมาแล้ว ว่า

1. วางแผนทำงานให้มีคุณภาพมุ่งสู่ วิทยฐานะเชี่ยวขาญ
2. วางแผนเรียนต่อ
3. วางแผนสอบ รอง.ผอ.เขต

ท่านให้ข้อคิดว่า ทั้ง 3 แผน ทำไปพร้อมๆกันได้ไหม??

ในส่วนของข้อที่ 1 นั้น ตอนนี้ผู้เขียนเลิกคิดไปแล้ว เพราะสถานการณ์วงการศึกษาในปัจจุบันนั้น ไม่เอื้ออำนวยให้สามารถทำได้ในเวลาอันใกล้ หลักเกณฑ์ วิธีการต่างๆยังไม่ชัด ดังนั้น จึงเหลือเพียง กลยุทธ์ในข้อที่ 2 และ 3 โดยข้อที่ 3 นั้น ผู้เขียนก็ได้ดำเนินการให้เป็นปัจจุบันอยู่แล้ว คงเหลือเพียงแค่ ข้อที่ 2 ที่ยังไม่ได้คิดทำจริงๆจัง เสียที

ดังนั้น ผู้เขียนจึงได้ คิด ไตร่ตรอง ใคร่ครวญ และปรึกษา ผู้หลัก ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือว่า จะเรียนต่อในระดับปริญญาเอกสาขาใด จึงจะเหมาะสมกับตัวผู้เขียนเอง และเหมาะสมกับสถานการณ์วงการศึกษาบ้านเรา โดยผู้เขียนเกิดความลังเล ระหว่าง สาขาการบริหารการศึกษา และ สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา เหตุเพราะผู้เขียนนั้นมีคุณวุฒิปริญญาโท ใน 2 สาขา คือ การบริหารการศึกษา และ เทคโนโลยีสารสนเทศ

คำตอบที่ได้จากผู้หลักผู้ใหญ่ที่ให้คำปรึกษา ตรงกันคือ ให้ผู้เขียนเลือกเรียนในสาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา เพราะ

1. เป็นสาขาที่น่าสนใจ มีคนเรียนน้อย

2. เป็นสาขาวิชาที่น่าจะสามารถนำไปใช้ในหน้าที่การงานในอนาคตได้มากกว่าสาขาการบริหารการศึกษา เพราะขอบข่ายของเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษานั้น ครอบคลุมถึงการบริหาร ด้วย ดังรูป

https://goo.gl/images/KYZ0sV 

ดังนี้แล้ว ผู้เขียนจึงตัดสินใจสมัครสอบเพื่อรับการคัดเลือกเข้าเป็นนิสิต หลักสูตรปรัชญาดุษฏีบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในภาคการศึกษาที่ 1/2559 โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในรุ่นเดียวกัน 4 ท่าน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสุดยอดบุคลากรทางการศึกษาทุกคน นับเป็นโอกาสอันดีแห่งชีวิตของผู้เขียนที่ได้เรียนรู้ทั้งวิชาการจากเหล่าคณาจารย์ และจากประสบการณ์ของเพื่อนร่วมรุ่นผู้ทรงภูมิ!!

โพสท์ใน การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา(สพป.,สพม.)

กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา

 

กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา มีขอบข่ายภารกิจงาน สรุปได้ดังนี้

  • ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาโดย
    • บุคคล/ครอบครัว
    • องค์กรวิชาชีพ/สถานประกอบการ
    • ชุมชน/สถาบันศาสนา/สถาบันสังคมอื่น
  • ส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับผู้พิการ/ด้อยโอกาส/พิเศษ
    • ส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนโควต้าพิเศษ/สสวท.
    • การคัดเลือกนักเรียน/รร.รับรางวัลพระราชทาน
    • จัดการศึกษาสำหรับแลกเปลี่ยน 3 จ.ชายแดนใต้
  • ส่งเสริมการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา
    • งานทุน/ระดมทุนการศึกษา
    • งานกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา
    • สวัสดิการและสงเคราะห์นักเรียน
  • ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
    • ป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด
    • ส่งเสริมความประพฤตินักเรียน
    • โรคเอดส์/เพศศึกษา/ท้องในวัยเรียน
    • พัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน
  • ประสานส่งเสริมการศึกษากับศาสนา/วัฒนธรรม
    • ส่งเสริมกิจกรรมนันทนาการฯ
    • ส่งเสริมกิจกรรมทัศนศึกษา
    • จัดงานฉลองวันเด็กแห่งชาติ
    • ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมนักเรียน
  • ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานอื่น
  • ส่งเสริมการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
    • การจัดการศึกษาในระบบ
    • การศึกษานอกระบบ
    • การจัดการศึกษาตามอัธยาศัย
  • ประสานส่งเสริมให้ อปท.สามารถจัดการศึกษา
    • ประสานการจัดการศึกษาโดย อปท.
    • ส่งเสริมการจัดการศึกษาโดย อปท.
  • งานกิจกรรม/กิจการนักเรียน
    • งานแนะนว/สุขภาพอนามัย
    • กีฬานันทนาการและลูกเสือ ยุวกาชาด
    • ผู้บำเพ็ญประโยชน์/นักศึกษาวิชาทหาร
    • ประชาธิปไตย/วินัยนักเรียน
    • การพิทักษ์สิทธิเยาวชน
  • กิจกรรมพิเศษ
    • โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
    • งานความมั่นคงแห่งชาติ(อพป/ปชด.)
  • วิเทศสัมพันธ์
    • งานวิเทศสัมพันธ์
    • โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนทุน ตปท.
  • ส่งเสริมแหล่งเรียนรู้/ภูมิปัญญาท้องถิ่น
  • ส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชน
    • ส่งเสริมคณะกรรมการสถานศึกษา
    • เสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชน/ความรู้

อ้างอิง : คู่มือการปฏิบัติงานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

โพสท์ใน บริหารการศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น