สรุป พรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551

เป็นการสรุปในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานทางการศึกษา ที่มีการนำ พรบ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน มาบังคับใช้โดยอนุโลม เฉพาะกับ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ม.38 ค) ซึ่งไม่ครอบคลุมถึงหมวดของการ อุทธรณ์ ร้องทุกข์ และคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม

 

พรบ.ข้าราชการพลเรือน

 

หรือสามารถดาวน์โหลด PDF ไฟล์ได้ที่นี่

โพสท์ใน กฏหมายการศึกษา, การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ไม่ให้ครูทำงานธุรการ ??

จากข่าวด้วยเรื่องนโยบายไม่ให้ครูทำงานธุรการ (https://www.dailynews.co.th/education/661606)

ทำให้มีเสียงตอบรับอย่างท่วมท้น ทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย(เป็นส่วนน้อย)

ซึ่งอันที่จริงแล้ว นโยบายนี้นับว่าได้ผลดีในแง่ของการสร้างกระแส แต่ถ้ามองในแง่ของการแก้ปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนแล้วคงไม่ใคร่จะได้ผลเท่าไหร่นัก
..
เพราะ อันคำว่า “งานธุรการ” ในโรงเรียนนั้นยังไม่มีการนิยามให้ชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง และงานบางงานในโรงเรียนก็ถูกบีบบบังคบด้วย ระเบียบ และกฎหมาย ว่าต้องให้ข้าราชการ(ครู)เท่านั้นที่เป็นคนดำเนินการ เช่น การพัสดุ หรือการเงิน จะให้พนักงานราชการ หรือลูกจ้างประจำ เป็นผู้ทำไม่ได้!!
..
ส่วนคำว่า “งานธุรการ” นั้น หมายความไปถึงอะไรบ้าง เช่น แผนการจัดการเรียนรู้ เอกสารการวัดประเมินผลในชั้นเรียน หรือแม้แต่ เอกสารการวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล นั้นถือว่าเป็น “งานธุรการ” ด้วยหรือไม่??
ถ้าใช่ แล้วจะให้ใครมาทำ “งานธุรการ” เหล่านี้แทนครู??
..
แต่ถ้า งานอื่นนอกเหนือจากงานสอนที่ถูกสั่งการ หรือร้องขอเอกสารจากหน่วยงานอื่นๆ เช่น จากสำนักงานเขตพื้นที่ฯ จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานทางสาธารณสุข เหล่านี้หมายถึง “งานธุรการ” แล้ว การทุ่มงบประมาณเพื่อจ้างคนมาทำแทนครู น่าจะไม่ใช่การเกาถูกที่คัน เพราะ จะง่ายกว่าหรือไม่ ถ้าจะลดหรืองด “งานธุรการ” จากหน่วยงานเหล่านั้นเสีย!!

ไม่ต้องเสียเงินงบประมาณเป็นพันล้าน!!
เอาเงินพันล้านไปออกแบบระบบสารสนเทศทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ อย่าให้โรงเรียนต้องรายงานข้อมูลซ้ำซ้อน จะดีกว่าหรือไม่??
..
อย่าให้หน่วยงานอื่่นมารบกวนเวลาการจัดการเรียนการสอนของครู!!
..
ที่บรรยายมา ไม่ใช่ว่ากลัว “งานธุรการ” เหล่านั้นจะตกมาเป็นภาระของ ผอ.รร. นะครับ เพราะทุกวันนี้ ผมก็ทำ “งานธุรการ” ของโรงเรียนอยู่แล้ว!!
แต่แสดงความเป็นห่วงการแก้ปัญหาในภาพรวมมากว่า
ว่ามันอาจจะก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
เงินงบประมาณที่ทุ่มลงไปอาจจะไม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน!!

โพสท์ใน การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

MakerSpace : ความหมายในภาษาไทย

จากบทความเรื่อง MakerSpace : พื้นที่ผู้ผลิต?? ที่ผู้เขียนได้กล่าวไปว่า การนิยามของคำว่า MakerSpace ในภาษาไทยนั้นยังไม่ชัดเจน เพราะยังไม่มีการบัญญัติศัพท์ขึ้นมานั้น

ผู้เขียนได้ทำการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปยังสำนักงานราชบัณฑิตยสภา เพื่อถามถึงความหมายของคำว่า MakerSpace ในภาษาไทยที่ถูกต้องคืออะไร ผลปรากฏ ดังรูป

111

สรุปว่า makerspace  หมายถึง     ” แหล่งเรียนรู้เพื่อการสร้างสรรค์ “ นะครับ!!

ยืนยันแล้วจดหมายตอบกลับจากสำนักงานบัณฑิตยสภาข้างต้น สามารถนำไปอ้างอิงทางวิชาการได้ครับ

โพสท์ใน การศึกษา, ครูไอที | ไม่ให้ใส่ความเห็น

Learning Space : พื้นที่การเรียนรู้

การเรียนรู้เกิดได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเป็นในสถานศึกษา ร้านอาหาร ร้านกาแฟ มุมหนึ่งในสวนสาธารณะ ร้านหนังสือ สถานศึกษา หรืออื่นๆ ซึ่งต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ขั้นสูงและทักษะชีวิตที่สำคัญจำเป็น สถานศึกษาในฐานะที่เป็นสถาบันทางสังคมที่มีหน้าที่ในการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ต้องออกแบบพื้นที่ของสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เต็มศักยภาพ แต่ในปัจจุบัน การเรียนรู้มักถูกจำกัดให้เกิดในเฉพาะสถานที่ ที่ถูกจัดเตรียมไว้ ทั้งที่เป็นห้องเรียนแบบทางการหรือไม่เป็นทางการ มีการเรียนการสอนแบบเผชิญหน้าหรือห้องเรียนเสมือน ซึ่งสถานที่เหล่านี้มีอำนาจแฝงบังคับให้คนมารวมกลุ่มกัน เพื่อให้ครูมาทำการสอน ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน มีการทำงานร่วมกัน และเกิดปฏิสัมพันธ์กัน ดังที่สามารถพบได้ตามสถานศึกษาทั่วไป ซึ่งได้รับการออกแบบตามลักษณะของหลักสูตรการสอนดั้งเดิมในอดีต ส่งผลให้เกิดความไม่สอดคล้องกัน ผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนฝึกทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองแต่ห้องเรียนถูกจัดแบบการนั่งบรรยาย เมื่อนั่งแล้วถูกบังคับให้หันหน้าเข้าหาผู้สอน ทั้งขนาดของห้องเรียน โต๊ะ และเก้าอี้ไม่เอื้ออำนวยต่อการปรับเปลี่ยนรูปแบบได้บ่อย (จิโรจน์ สูรพันธุ์ .2013)

learningspace1

ที่มา : https://campustechnology.com/articles/2016/06/08/designing-learning-spaces-for-innovation.aspx

ได้มีการนำเสนอนิยามของคำว่า “Learning Space” ไว้อย่างหลากหลาย ดังนี้

          Oblinger (2006 : 12) กล่าวว่า การเรียนรู้เป็นกิจกรรมหลักของวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย บางครั้งการเรียนรู้นั้น เกิดขึ้นในห้องเรียน (ทางการศึกษา) บางครั้งเกิดจากการติดต่อสื่อสารมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างบุคคล (การศึกษานอกระบบ) พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทางกายภาพ หรือพื้นที่เสมือน อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ เพราะสามารถชักนำคนเข้ารวมกลุ่มกัน สามารถส่งเสริมการสำรวจ สร้างความร่วมมือ และมีการอภิปรายในประเด็นต่างๆร่วมกัน หรือสามารถนำข้อความที่ไม่ได้พูดถึงในห้องเรียนมาอภิปรายกันได้ เพื่อสร้างให้เกิดความต่อเนื่องในการเรียนรู้

          สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (2558 : 34) พื้นที่การเรียนรู้ เป็นพื้นที่ที่คุณสามารถศึกษาค้นคว้าและค้นพบโลก การเรียนรู้เกิดขึ้นผ่านการเล่น หรืออาจจะเป็นกิจกรรมเชิงศิลปะ หลักสูตร การอ่านและการใช้สื่อ รวมถึงกิจกรรมชนิดอื่น ณ ที่นี้ คุณอาจพบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ไม่เป็นทางการการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-learning) การบรรยาย และการนำเสนอผลงาน

          จิโรจน์ สูรพันธุ์ (2558) ได้กล่าวว่า พื้นที่การเรียนรู้สามารถแบ่งเป็น พื้นที่ทางกายภาพที่จับต้องได้ (physical space) และพื้นที่เสมือน (virtual space) พื้นที่ทางกายภาพจะคำนึงถึง แสง เสียง และคุณภาพของอากาศ ส่วนพื้นที่เสมือนจะคำนึงถึงความพร้อมใช้ และการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยการเรียนรู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุคปัจจุบันและอนาคตจะเป็นการเชื่อมต่อกัน ระหว่างพื้นที่ทางกายภาพและพื้นที่เสมือน นอกจากนี้ มิติการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาจะมองในมิติของ “ห้องเรียน (classroom)” ขยายไปสู่ “อาคาร (building)” “วิทยาเขต (campus)” และ “เมือง (city)” ยังมีอีกพื้นที่ที่อยู่นอกห้องเรียนที่ควรได้รับความเอาใจใส่คือ พื้นที่ที่อยู่ระหว่าง (“in-between” spaces) ซึ่งอาจอยู่ระหว่างห้องเรียน อยู่ระหว่างอาคาร อยู่ระหว่างวิทยาเขต หรือแม้แต่อยู่ระหว่างเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ทางสังคม (social space) ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กันก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ไม่ เป็นทางการ (informal learning) ส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ที่เป็นทางการ (formal learning)

LearningSpace2

ที่มา : http://grovetech.co.uk/services/learningspaces/

          โดยสรุป (กฤติน พันธุ์เสนา.2560) Learning Space หมายถึง พื้นที่ทางกายภาพ และพื้นที่เสมือน  ที่สามารถศึกษาค้นคว้า และอภิปราย ร่วมกันระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง หรือระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน อาจจะเป็นในสถานศึกษา ร้านอาหาร ร้านกาแฟ มุมหนึ่งในสวนสาธารณะ ร้านหนังสือ  หรืออื่นๆ ซึ่งต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ขั้นสูงและทักษะชีวิตที่สำคัญจำเป็น.

อ้างอิง

จิโรจน์ สูรพันธุ์.(2013):การจัดพื้นที่การเรียนรู้. Vajira Med Journal 2015; 59(4): 29-34

สำนักงานอุทยานการเรียนรู้(2558).คิดทันโลก ท้าทายกระบวนทัศน์ว่าด้วยอนาคตห้องสมุดและห้องสมุดในอนาคต .สหมิตรพริ้นติ้งแอนด์พับลิสชิ่ง.กรุงเทพฯ.

Oblinger, D. G. (Ed.) (2006). Learning spaces. Boulder, CO: Educause. Retrieved June 15,     2013 from: http://www.educause.edu/learningspaces.

 

โพสท์ใน การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

MakerSpace : พื้นที่ผู้ผลิต??

ZB45 Makerspace

ที่มา : https://www.fablabs.io/labs/zb45

จากคำว่า “Learning by Doing” ที่หมายถึงการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ และคำว่า “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ” ซึ่งหมายถึง การลงมือทำ การได้สัมผัสนั้น ก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้มากที่สุด ดังนั้น เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนได้เกิดการเรียนรู้ จึงจำเป็นต้องมีการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับการลงมือทำงานเพื่อสร้างความรู้ต่างๆ โดยชิ้นงานที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเสมือนตัวแทนของความรู้ที่ได้เรียนรู้ พื้นที่ดังกล่าวนั้น คือ Makerspace (เมคเกอร์สเปซ)  ซึ่งในปัจจุบัน ยังไม่มีการแปล คำว่า Makerspace (เมคเกอร์สเปซ) เป็นคำในภาษาไทย ผู้เขียนเองไม่แนะนำให้ผู้อ่านนำหัวข้อของบทความนี้ไปอ้างอิงทางวิชาการ ซึ่งถ้าเกิดความเสียหายใดๆผู้เขียนไม่ขอรับผิดชอบ เพราะได้เตือนไว้แล้วข้างต้น!!

1daa4533235a40e4f79db828907ff9f4

ที่มา : https://www.pinterest.com/pin/570620215269166500/

คำว่า Makerspace (เมคเกอร์สเปซ) มีนักวิชาการ นักการศึกษา ได้ให้ความหมายไว้ ดังนี้

          พจนานุกรมอ๊อกฟอร์ด (2561) ได้ให้คำนิยามไว้ว่า เมคเกอร์สเปซ หมายถึง สถานที่ที่ผู้ที่มีความสนใจร่วมกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีสามารถรวมตัวกันทำงานในโครงการต่างๆ มีการแบ่งปันความคิด อุปกรณ์ และความรู้.

Makerspace Playbook (2013) ได้ให้นิยามไว้ว่า เมคเกอร์สเปซ หมายถึง พื้นที่ทางกายภาพสำหรับบุคคลทั่วไป รวมทั้งเด็ก ๆ เพื่อทำงานร่วมกัน และทบทวนโครงการของพวกเขา.

Youth Makerspace Playbook (2015) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เมคเกอร์สเปซ คือสถานที่แห่งความเป็นไปได้ในการเพิ่มศักยภาพด้านต่างๆของบุคคล เป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เพียงส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ แต่ส่งเสริมการเชื่อมโยงให้เกิดเป็นชุมชนนักปฏิบัติ ในระดับพื้นฐานที่สุด เมคเกอร์สเปซอาจเป็นพื้นที่จริง หรือพื้นที่เสมือน หรือพื้นที่ใดๆก็ได้ที่ก่อให้เกิดการกระทำ.

Gary Stager and Sylvia Martinez (2013) ได้กล่าวว่า เมคเกอร์สเปซ คือพื้นที่ ที่เด็ก ๆ และครูได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านประสบการณ์ตรง ด้วยการเลือกสรรวัสดุที่มีเทคโนโลยีสูงและต่ำ.

Laura Fleming (2015) ได้กล่าวว่า เมคเกอร์สเปซ เป็นคำอุปมาสำหรับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เป็นเอกลักษณ์ที่ส่งเสริมการประดิษฐ์ เล่น และการสำรวจแบบเปิดกว้างสำหรับทุกคน.

Dale Dougherty (2013) พื้นที่ที่เด็กมีโอกาสที่จะทำ สถานที่ที่มีเครื่องมือ และผู้เชี่ยวชาญเพียงพอ ที่สามารถสนับสนุนให้นักเรียนเริ่มต้นปฏิบัติงานได้ สถานที่เหล่านี้ซึ่งเรียกว่าพื้นที่ของผู้ผลิต มีส่วนร่วมในชั้นเรียนของธุรกิจ ชั้นเรียนเศรษฐศาสตร์ ในบ้าน สตูดิโอศิลปะ และห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ .

โดยสรุป (กฤติน พันธุ์เสนา.2561) เมคเกอร์สเปซ หมายถึง พื้นที่ทางกายภาพ หรือพื้นที่เสมือนที่เป็นสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ ที่เปิดโอกาสให้ บุคคลทั่วไป เด็ก นักเรียน และครู ได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านประสบการณ์ตรง ที่เกิดจากการประดิษฐ์ การเล่น และการสำรวจแบบเปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยมีการแบ่งปันความคิด อุปกรณ์ และความรู้.

 

อ้างอิง

https://en.oxforddictionaries.com/definition/makerspace สืบค้นเมื่อ 9 มิถุนายน 2561

http://makered.org/wp-content/uploads/2014/09/Makerspace-Playbook-Feb-2013.pdf สืบค้นเมื่อ 9 มิถุนายน 2561

http://makered.org/wp-content/uploads/2015/09/Youth-Makerspace-Playbook_FINAL.pdf สืบค้นเมื่อ 9 มิถุนายน 2561

Gary Stager and Sylvia Martinez (2013). Invent To Learn: Making, Tinkering, and Engineering in the Classroom. Constructing Modern Knowledge Press. Torrance Canada.

Laura Fleming (2015). Worlds of Making: Best Practices for Establishing a Makerspace for Your School (Corwin Connected Educators Series) 1st Edition. Corwin. Thousand Oaks Canada.

Dale Dougherty (2013) .Design, Make, Play: Growing the Next Generation of STEM Innovators 1st Edition . Routledge. New York USA.

โพสท์ใน การศึกษา, ครูไอที | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การระดมทรัพยากรทางการศึกษา

หลังจากที่ห่างหายไปนาน ไม่ได้เข้ามาเขียนบล๊อคเป็นเวลาเกือบ 1 ปี ด้วยภาระหน้าที่การทำงาน และการเรียน ทั้งยังเป็นช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่าง ทำให้ผู้เขียนไม่สามารถหาเวลาเข้ามาเขียนบล๊อคได้ แต่ช่วงเวลาดังกล่าวได้คลี่คลายผ่านไป อะไรหลายๆอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง ผู้เขียนจึงถือโอกาสเข้ามาเขียนบล๊อคเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยบทความนี้จะเริ่มที่ การระดมทรัพยากรทางการศึกษาที่ได้มีการดำเนินการในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน ในเทศการสงกราณต์

20180415_202427

โดยการระดมทุนในครั้งนี้มีรูปแบบของการจัดงานผ้าป่าศิษย์เก่า โดยมีที่ไปที่มาสืบเนื่องจากการที่ผู้ปกครองของนักเรียนที่มารับ-ส่งลูกที่โรงเรียน เห็นว่าการปรับปรุงห้องเรียนชั้นอนุบานั้นดีมากแล้ว แต่ทำไมไม่มีเครื่องเล่นสำหรับนักเรียน ซึ่งผู้เขียนในฐานะหัวหน้าหน่วยงานก็ได้ให้คำตอบไปว่า เหตุเพราะขาดแคลนงบประมาณ ในปีนี้ (2560) จึงทำได้แค่ปรับปรุงห้องเรียนชั้นอนุบาล (ติดเครื่องปรับอากาศ, ติดผ้าม่าน, ติดพัดลมใหม่) ส่วนเครื่องเล่นนั้น ผู้เขียนวางแผนไว้ว่าจะทำการปรับปรุงในปีงบประมาณถัดไป ทำให้ผู้ปกครองนักเรียนเสนอแนวทางว่า “อยากจัดผ้าป่าระดมทุน” ทางโรงเรียนจะว่าอย่างไร?? ซึ่งแน่นอนว่า ผู้เขียนย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว!!

ประชุมคก

เมื่อบรรดาผู้ปกครองเกิดความต้องการในการจัดงานระดมทุน ในขั้นตอนแรก ผู้เขียนได้ทำการเชิญประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อปรึกษาหารือแนวทางในการจัดงาน ซึ่งมีข้อสรุป ดังนี้

1. วัตถุประสงค์ในการจัดงาน คือ ระดมทุนเพื่อจัดหาเครื่องเล่นให้กับนักเรียนชั้นอนุบาล และสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน

2. รูปแบบการจัดงานคือ การจัดผ้าป่าศิษย์เก่า ในวันที่ 15 เมษายน เป็นช่วงเวลาที่ศิษย์เก่าที่ไปทำงานที่ต่างจังหวัดจะกลับมาเยี่ยมบ้านในเทศกาลสงกรานต์

3.  การดำเนินการทั้งหมด มอบหมายให้คณะตัวแทนศิษย์เก่า ดำเนินการทั้งหมดเพราะบุคลากรของโรงเรียนมีน้อย (2 ท่าน) จึงไม่อาจจะดำเนินการได้

4. ที่สำคัญ คือ เมื่อระดมเงินทุนได้แล้ว การบริหารจัดการเงินทุนนั้นให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการที่คณะศิษย์เก่าแต่งตั้งขึ้น โดยทางโรงเรียนจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการเงินนั้น

ผ้าป่า

ผลการการดำเนินการพบว่า สามารถระดมทุนหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วได้ทั้งสิ้น 190,000 บาท (หนึ่งแสนเก้าหมื่นบาทถ้วน) ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินที่เยอะมาก สำหรับการระดมทุนของโรงเรียนเล็ก ของชุมชนเล็กๆ

โดยสรุป

1. การจัดงานระดมทุนนั้น โรงเรียนต้องสร้างความศรัทธาให้กับชุมชนก่อน

2. การระดมทุนที่ประสบความสำเร็จนั้นต้องมาจากความต้องการของชุมชน โดยชุมชน

3. การมอบอำนาจการบริหารจัดการเงินทุนที่ระดมมาได้นั้น เป็นการสร้างความสบายใจให้กับชุมชน

 

โพสท์ใน บริหารการศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ขอน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

บันทึกนี้ตอนอายุ ๓๕ปี
                 ข้าพเจ้า นายกฤติน พันธุ์เสนา

                     อยู่ในแผ่นดินรัชกาลที่ ๑๐

                    ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ 

                             I was born in 

        the reign of King Rama IX of Thailand

    พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 

   มหิตลาธิเบศรามาธิบดีจักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร (ร. ๙)       

                                 สวรรคต 

                        พระชนมพรรษา ๘๙ ปี 

                  ทรงครองราชสมบัติได้ ๗๐ ปี

          วันพฤหัสบดีที่ ๑๓/๑๐/๒๕๕๙ ๑๕:๕๒ น.

                       ณ โรงพยาบาลศิริราช

                           รัชกาลที่ ๙ 

             ครองราชย์วันที่ ๙ มิถุนายน ปี ๒๔๘๙

                       เมื่อพระชนม์มายุ ๑๙ ปี

                   สวรรคตพระชนม์มายุ ๘๙ ปี

                           สวรรคตปี ๒๕๕๙

                สวรรคตปี ๒๐๑๖ (๒+๐+๑+๖=๙)

๒๖ ตุลาคม ๖๐

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

คุณภาพการศึกษาไทยยุค 4.0

เมื่อผู้บริหารการศึกษาของประเทศ มองการลงทุนทางการศึกษาว่าเป็นเรื่องของกำไร และขาดทุน จึงได้ประกาศการลดต้นทุนทางการศึกษา โดยทำการประเมินคงสภาพวิทยฐานะครู เพื่อลดค่าใช้จ่ายของกระทรวง!!

“”

ขวัญกำลังใจไม่ต้องพูดถึง เอาแค่มีกำลังกายในการสอน 2 ห้องเรียนต่อ ครู 1 คน ได้ก็เก่งแล้ว เผลอๆบางโรงเรียนก็ 3 ห้องเรียน ต่อครู 1 คน!!

“”

ไม่อยากให้สังคมการศึกษา มองผู้บริหารกระทรวงที่มาจากทหารว่า ไม่เข้าใจเรื่องการศึกษา ผมว่าท่าน เข้าใจดีเป็นแน่แท้ แต่ที่ท่านไม่เข้าใจคือ เรื่อง กำไร – ขาดทุน ทางการศึกษา ท่านไปมองที่จำนวนนักเรียนต่อห้องว่าจะคุ้มต่อการจัดการศึกษาหรือไม่ โดยไม่มองว่าคนทุกคนมีคุณค่า ไม่ใช่สินค้าชิ้นหนึ่งที่มีต้นทุนในการผลิต 

พอคิดแบบท่านมองแบบท่าน ทำให้โรงเรียนที่มีนักเรียน ป.1 จำนวน 5 คน ป.2 จำนวน 6 คน ป. 3 จำนวน 4 คน ป.4 จำนวน 5 คน ป. 5 จำนวน 5 คน และ ป.6 จำนวน 7 คน เลยอยู่ได้ยากส์ เพราะจำนวน นักเรียนทั้งโรงเรียนน้อยมาก แค่ 32 คน และก็มีครูประจำการได้แค่ 2 คน (ตามเกณฑ์บ้าๆบอๆของ ก.ค.ศ. ครู 1 คน ต่อนักเรียน 20 คน) เป็นเหตุให้ครู 1 ท่าน ต้องดูแลนักเรียน 3 ห้องเรียน (ดังภาพ) 

จากสภาพปัจจุบันนั้น อาจกล่าวได้ว่า กระทรวงศึกษาธิการ ค้ากำไรเกินควรด้วยซ้ำ เพราะใช้งานครูหนักเกินไป!!

กำไรของการศึกษาคือการที่นักเรียนได้เรียนอย่างมีคุณภาพทุกคน ไม่ใช่คิดคำนวนกันแค่ตัวเลข!!

ท่านให้ครูแค่ 2 คน สำหรับนักเรียน 32 คน 6 ชห้องเรียน!!

แล้วท่านจะให้โรงเรียนเขาเอาคุณภาพมาจากไหนไปประเคนท่าน!!

นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นต่อระบบคุณภาพการศึกษาไทย!!

นี่คือชะตากรรมจริงของครูไทยที่ต้องเจอ!!

“ถ้าไม่เข้าใจ เข้าไม่ถึง อย่าคิดบังอาจมาพัฒนา”

เพราะที่ท่านทำมา ยิ่งบอกว่าพัฒนา ก็เหมือนยิ่งฆ่าครู!!

เผยแพร่ครั้งแรก 7 กค. 59

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ทำวันนี้ให้ดีที่สุด….เพียงพอไหม??

“การที่เราตั้งใจเรียนมากเกินไป
จะทำให้เราไม่มีเวลาคิดถึงอนาคต
ของตัวเองอย่างจริงจัง“
.
..
นักเรียน หรือนักศึกษาไทยที่ตั้งใจเรียนส่วนใหญ่
เมื่อถูกถามว่า “ ชีวิตอีก 5 ปี จะเป็นอย่างไร“
เขาเหล่านั้นมักจะตอบว่า “ยังไม่ได้คิด!!“
นี่เป็นแค่ตัวอย่างเดียวที่สะท้อนได้ว่า
..

plan
เด็กไทยขาดการคิดวางแผนล่วงหน้า
เพราะเราตีความคำว่า “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด“
ผิดมาโดยตลอด โดยไม่คิดเรื่องการวางแผน
ชีวิตที่มีขั้นมีตอน มีเป้าหมายที่ชัดเจน
คิดแค่เพียงว่าทำวันนี้ให้ดี แล้วพรุ่งนี้จะดีเอง
หากแต่ลืมไปว่า “ถ้าขยันผิดที่“ 10 ปี
ชีวิตก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ!!
.
..
ผมไม่ใช่คนตั้งใจเรียนอะไรมากมาย
ผลการเรียนอยู่ระดับกลางๆค่อนไปทางต่ำ
แต่ผมจะเฝ้าถามตัวเองเสมอว่า (ตอนมัธยม 1) อีก 6 ปีข้างหน้า ชีวิตจะเป็นอย่างไร

ตอนเรียนมหาลัยปี 1ก็ถามตัวเองอีกว่า
อีก 4 ปี ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
เรียนจบทำงาน!! งานอะไร??

ตอนสอบบรรจุครูได้ ก็เฝ้าถามว่า
อีก 5 ปี ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
เป็นครูเหมือนเดิมหรือ??

ตอนนี้สอบคัดเลือกได้เป็นผู้อำนวยการ รร.
ก็เกิดคำถามขึ้นมาในหัวอีกแล้วว่า
“อีก 5 ปี ข้างหน้าชีวิตจะเป็นอย่างไร“
เป็น ผอ. เหมือนเดิมหรือ??

goals

แน่นอนว่าทุกครั้งที่มีคำถามเหล่านั้น
ผมก็จะมีคำตอบให้กับตัวเองไว้เสมอๆ
ซึ่งถือได้ว่าเป็น “เป้าหมาย“ ในแต่ละช่วงชีวิต
โดยเป้าหมายนี้ มีหลากหลายมาก
แต่ก็อยู่ในกรอบที่ประเมินแล้วว่าตนเองพอจะทำได้
และที่ผ่านมาผมก็สามารถทำได้ตามเป้าหมายจริง
ซึ่งไม่ใช่ว่าพอเวลาผ่านไปแล้วค่อยมาพูด!!
.
..
ซึ่งอันที่จริงแล้วก็หาข้อพิสูจน์ได้ยากส์
แต่ผมรับรองได้ว่า ถ้าใครขยันตั้งคำถาม
กับชีวิตเหมือนผมแล้วหละก็ ชีวิตคุณ
จะไม่ดำเนินไปอย่างล่องลอยไร้ทิศทาง
แต่จะประสบความสำเร็จตามกำลังกาย
และกำลังสติปัญญาของแต่ละคนแน่นอน!!

#เขียนเมื่อ 7/09/15

กฤติน กล่าวไว้!!

โพสท์ใน การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

มุฑิตาจิต

ในช่วงห้วงเวลานี้ 

ได้เห็นคณะครู และผู้บริหารสถานศึกษา จัดกิจกรรมการมุฑิตาจิต(นอกสถานที่)ให้กับผู้ที่จะ เกษียณอายุราชการ โดยเป็นกิจกรรมใหญ่โต สนุกสนาน ในลักษณะการท่องเที่ยวพร้อมจัดเลี้ยง ทำให้หวนคิดถึงคำพูดของท่านผู้อำนวยการโรงเรียนท่านนึง ที่ได้กล่าวไว้นานแล้วว่า

.

“ผลสัมฤทธิ์นักเรียนตกต่ำขนาดนี้ ยังกล้าไปเที่ยวกันอีกหรือ “.

.

..

ซึ่งเป็นคำถามที่ฟังแล้วขัดหูผู้ที่ได้ยิน แต่ทว่าสะท้อนถึงความจริงที่ชัดเจน และแสดงถึงอุดมการณ์ จิตวิญญานของความเป็นนักการศึกษา ของผู้อำนวยการโรงเรียนท่านนั้นได้อย่างแจ่มชัด.

.

..

เป็นที่น่าเสียดายที่ประเทศเรามีผู้อำนวยการโรงเรียนแบบนั้นน้อยมาก ถ้าประเทศเรามีผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีความคิด อุดมการณ์เหมือนที่กล่าวมา สัก 10%  เชื่อได้ว่าคุณภาพการศึกษาของชาติ คงไม่ตกต่ำถึงเพียงนี้!!

.

..

แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีความคิด อุดมการณ์แบบนี้ มักไม่เป็นที่ชอบใจของครู และเพื่อนผู้อำนวยการโรงเรียน ด้วยกัน!!
.กฤติน พันธุ์เสนา.

22 ก.ค. 2560

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น