รูปแบบการบริหารสถานศึกษาให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี

โรงเรียนบ้านหนองขามหัวหนองสามัคคี เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนจำนวน ๔๐ คน มีข้าราชการครูจำนวน ๒ คน มีลูกจ้างประจำ ๑ คน มีพนักงานจ้างเหมาบริการ ๑ คน และผู้บริหาร ๑ คน  โดยข้าพเจ้า นายกฤติน พันธุ์เสนา ได้เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ จากการวินิจฉัยองค์การด้วยเทคนิค SWOT Analysis โดยสรุปพบว่า โรงเรียนมีจุดแข็งที่ครูผู้สอนมีความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่สอน มีจิตวิญญาณของความเป็นครูอย่างสูง จุดอ่อนคือ ครู และนักเรียนขาดการสนับสนุนจากผู้บริหาร ขาดแนวทางใหม่ ๆ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ขาดขวัญกำลังใจ และขาดอุปกรณ์การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และมีอุปสรรคสำคัญ คือ โรงเรียนขาดแคลนงบประมาณอันเนื่องมาจากมีจำนวนนักเรียนน้อย แต่ก็มีโอกาสที่ดีเพราะชุมชนรอบข้างโรงเรียนมีความเข้มแข็ง ให้ความร่วมมือสนับสนุนกิจกรรมการเรียนการสอนของโรงเรียนเป็นอย่างดี

รูปโมเดล

จากผลการวินิจฉัยองค์การ ข้าพเจ้าได้พัฒนานวัตกรรมทางการบริหารสถานศึกษา ชื่อ “รูปแบบการบริหารสถานศึกษาให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี” ขึ้นมา มีองค์ประกอบ คือ ๑) หลักการของรูปแบบ ได้น้อมนำศาสตร์พระราชามาเป็นแนวทาง และใช้หลักการสร้างเครือข่าย “ บ้าน-วัด-โรงเรียน” ด้วยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย ทั้งชุมชน และครู ครอบคลุมทั้ง ๔ งานในสถานศึกษา ประกอบด้วย การบริหารงานวิชาการ การบริหารงานบุคคล งานบริหารงบประมาณ และงานบริหารทั่วไป ๒) วัตถุประสงค์ของรูปแบบ เพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น ๓) กระบวนการของรูปแบบ ได้นำหลักการมีส่วนร่วม ๔ ขั้นตอน มาใช้ในการดำเนินงาน คือ ๑.ร่วมวางแผน (Plan) ๒.ร่วมปฏิบัติ (Do) ๓.ร่วมตรวจสอบ (Check) และ๔.ร่วมชื่นชมยินดี/รายงานผล (Action) มีการดำเนินงานตามโครงการ/กิจกรรม อย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จ และ ๔) ผลลัพธ์ของรูปแบบ คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นของสถานศึกษา โดยมีปัจจัยสู่ความสำเร็จคือ การจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่เหมาะสม มีการกำหนดมาตรการจุดเน้นผ่าน ๓ กิจกรรมที่โดดเด่น เหมาะสมกับโรงเรียนขนาดเล็ก คือ

๑. กิจกรรม “๕ กิจกรรม ทำเป็นกิจวัตร” โดย ๕ กิจกรรม คือ ๑) กิจกรรมเขียนตามคำบอก ๒) กิจกรรมท่องสูตรคูณ ๓) กิจกรรมคิดเลขเร็ว (คำนวณเลขร้อยช่อง) ๔) กิจกรรมท่องอาขยาน (เน้นบทสวดมนต์) ๕) กิจกรรมภาษาอังกฤษประจำวัน ซึ่ง ๕ กิจกรรมนี้มีการดำเนินการทุกวัน จนเป็นกิจวัตรที่สำคัญของโรงเรียน

๒. กิจกรรม “ทำโรงเรียนให้น่าอยู่เหมือนบ้าน” โดยมีการกำหนดเขตพื้นที่ให้นักเรียนได้ร่วมกันรับผิดชอบในการรักษาความสะอาดในบริเวณโรงเรียน มีการประกวดแข่งขันความสะอาด เรียบร้อย สวยงาม เป็นประจำทุกเดือน

๓. กิจกรรม “ถวายเพลพระทุกวันพระ” เป็นกิจกรรมเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมให้นักเรียน โดยอาศัยความร่วมมือจากวัดในชุมชน เมื่อถวายเพลพระแล้วนักเรียนก็ร่วมกันฟังธรรมจากพระครู และร่วมกันพัฒนาวัด อันเป็นสถานที่ที่เป็นสมบัติของชุมชน

ผลที่เกิดจากนวัตกรรม ฯ มี ดังนี้

๑) โรงเรียนเป็นที่ยอมรับของชุมชนในท้องถิ่นและหน่วยงานต่าง ๆ มีผลคะแนนการทดสอบการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) สูงขึ้นตลอด ๓ ปี (๒๕๖๐-๒๕๖๒) ในปีการศึกษา ๒๕๖๒ มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าระดับประเทศ และ โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่สวยงาม น่าอยู่ น่าเรียน

๒) เด็กหญิง ณัฐนิชา นามวิชา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ มีผลคะแนนการสอบประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน (NT: National Test) ปีการศึกษา ๒๕๖๑ เป็นอันดับที่ ๑ ของ สพป.มค.๑

๓) ครู นักเรียน และผู้ปกครองนักเรียน มีความภาคภูมิใจ มีความรัก และหวงแหนโรงเรียนของตน ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีความสุขในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียน และชุมชน

๔) โรงเรียนบ้านหนองขามหัวหนองสามัคคี ได้รับการประเมินผ่านเกณฑ์มาตรฐานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา ระดับ ดีเยี่ยม ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต ๑

๕) โรงเรียนบ้านหนองขามหัวหนองสามัคคี ได้รับรางวัลกิจกรรม “โรงเรียนดีต้องมีที่ยืน” ประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๒ ระดับ ๑ ดาว ตามโครงการโรงเรียนคุณธรรม สพฐ.

๖) ผู้อำนวยการโรงเรียนได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชา สังคม และวงการวิชาชีพ  ดังนี้                                     ๖.๑ นายกฤติน พันธุ์เสนา ได้รับการคัดเลือกเป็น ผู้บริหารดีเด่น ด้านนวัตกรรมการบริหารการศึกษา ประจำปี ๒๕๖๒ จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต ๑

๖.๒ นายกฤติน พันธุ์เสนา ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะทำงาน / คณะกรรมการ ในการปฏิบัติงานในระดับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

๖.๓ นายกฤติน พันธุ์เสนา ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะทำงาน/คณะกรรมการ/วิทยากร ในการปฏิบัติงานในระดับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต ๑

 สามารถคลิ๊กเพื่ออ่านรายละเอียดการพัฒนารูปแบบได้ตามลิงค์ด้านล่าง!!

innavation

โพสท์ใน การศึกษา, บริหารการศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ข้อเสนอเชิงนโยบาย การบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก

จากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศไทย ที่มีอัตราการเกิดต่ำ และมีอัตราการตายต่ำ ส่งผลประชากรวัยเรียนของประเทศไทยลดลง เป็นเหตุให้เกิดโรงเรียนขนาดเล็กในทุกระดับการศึกษา และทุกพื้นที่ของประเทศ ทำให้เกิดความไม่คุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจในการจัดการศึกษา กล่าวคือ ในโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนน้อย แต่มีครูผู้สอนมีมาก ทำให้ต้นทุนในการจัดการศึกษาสูงกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งสอดคล้องกับ รายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI, 2558) เรื่อง แนวทางการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งพบว่า โรงเรียนขนาดเล็กมีต้นทุนในการจัดการเรียนการสอนต่อหัวที่สูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ ทำให้รัฐบาลต้องใช้งบประมาณในจำนวนที่มากกว่า หรือจ่ายแพงกว่าในการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนขนาดเล็ก

131887967_717668312492935_3823615144154759220_n

cc

ในอดีตที่ผ่านมา ภาครัฐพยายามแก้ปัญหาเชิงเศรษฐกิจนี้ด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์จำนวนครูต่อนักเรียนในแต่ละโรงเรียนขึ้น ซึ่งก็ดูเหมือนจะแก้ปัญหาเชิงเศรษฐกิจนี้ได้ในระดับหนึ่ง แต่หลักเกณฑ์จำนวนครูต่อนักเรียนที่กำหนดโดยองค์กรกลางบริหารข้าราชการครูนั้น กลับส่งผลกระทบต่อคุณภาพการจัดการศึกษาเป็นอย่างมาก เห็นได้จากที่มีการระบุว่าโรงเรียนขนาดเล็กนั้น มีคุณภาพการจัดการศึกษาที่ต่ำกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ ในรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก (2559: 2-5) ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2561) ที่พบว่า ผลการทดสอบระดับชาติ (O-NET) ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2555-2559) พบแนวโน้มของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ว่าในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คะแนนเฉลี่ยของเกือบทุกวิชาและเกือบทุกปีการศึกษาต่ำกว่าร้อยละ 50 กลุ่มวิชาที่เป็นปัญหามากสำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 คือ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2561 : 12) ซึ่งก็ได้มีการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาคุณภาพการจัดการศึกษาขอโรงเรียนขนาดเล็กเอาไว้อย่างหลากหลายและกว้างขวาง แต่ก็ดูเหมือนว่ายังแก้ไขปัญหาไม่ถูกจุดเท่าใดนัก

cc

แนวทางการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ได้ถูกนำมาเป็นประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการมาอย่างยาวนานหลายสิบปี นับตั้งแต่ โครงการการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ที่สามารถแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพการจัดการศึกษาได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของสังคม เป็นเหตุให้ในระยะหลังมานี้ถึงขั้นมีการเสนอให้ยุบโรงเรียนขนาดเล็กทิ้งไปเสียเลย แต่ก็ยังไม่มีรัฐบาลใดหาญกล้าดำเนินการ ด้วยเกรงว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า “รัฐต้องจัดการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพให้กับประชาชน ” แต่ในปัจจุบัน (2563) ประเด็นการยุบโรงเรียนขนาดเล็กได้รับการนำเสนอขึ้นมาอีกครั้ง เหตุเพราะว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2560 ระบุหน้าที่ของรัฐด้านการจัดการศึกษาไว้ในมาตรา 55 ความว่า “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” ซึ่งการยุบโรงเรียนขนาดเล็กนั้น ดูจะไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้บัญญัติเรื่อง ”ความทั่วถึง” เอาไว้ ซึ่งสามารถตีความได้ว่า ในท้องที่ 1 ตำบล สามารถยุบโรงเรียนขนาดเล็กให้เหลือเพียง 1 โรงเรียนได้ แต่มีข้อแม้ว่าโรงเรียนที่เหลืออยู่นั้น ต้องจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2560

cc

แม้ว่ากระแสการยุบโรงเรียนขนาดเล็กจะร้อนแรงสักเท่าใด และการยุบโรงเรียนขนาดเล็กไม่ติดขัดเรื่องข้อกฎหมายแล้วก็ตาม แต่มันยุติธรรมแล้วหรือที่นักเรียนโรงเรียนบ้านหนองขามหัวหนองสามัคคีต้องตื่นตั้งแต่เช้า เสี่ยงชีวิตเดินทางโดยรถโรงเรียนที่รัฐจัดให้ เพื่อไปเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาประจำตำบล (โรงเรียนคุณภาพของชุมชน) ที่ห่างออกไปอย่างน้อย 6 กิโลเมตร เพียงเพื่อสนองต่อนโยบายการยุบโรงเรียนขนาดเล็กของรัฐบาล เป็นความผิดหรือเวรกรรมอันใดของเด็ก ๆ ในหมู่บ้านหนองขาม และบ้านหัวหนอง ที่เขาไม่มีสิทธิ์มีโรงเรียนดีใกล้บ้าน เขาเลือกเกิดไม่ได้ ถ้าเลือกได้เขาคงเลือกเกิดในเมืองใหญ่ เพื่อจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสิทธิ์ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ และไม่ถูกยุบโรงเรียน!!

cc

ผู้เขียน ฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ยังไม่ทราบชะตากรรมว่าจะต้องถูกยุบโรงเรียนในวันใด ขออนุญาตบังอาจนำเสนอ “ข้อเสนอเชิงนโยบายในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก” ดังนี้

1. ให้โรงเรียนขนาดเล็กทุกโรงเรียนจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามความพร้อมของตนเอง เช่น โรงเรียนบ้านหนองขามหัวหนองสามัคคี มีครูผู้สอน 4 คน ก็ให้จัดการศึกษาในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง 4 เพื่อจัดการศึกษาให้กับนักเรียนในชุมชนต่อไป

2. ในแต่ละท้องที่ตำบล ให้มีโรงเรียนคุณภาพของตำบล ที่สามารถจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับประถมศึกษา และการศึกษาภาคบังคับ ได้อย่างมีคุณภาพ เพื่อรองรับผู้เรียนจากโรงเรียนขนาดเล็กในระดับชั้นต่าง ๆ

3. ในแต่ละท้องที่อำเภอ ให้มีโรงเรียนคุณภาพของอำเภอ ที่สามารถจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างมีคุณภาพในระดับมัธยมศึกษาและอาชีวะศึกษา

4. ในแต่ละท้องที่จังหวัด ให้มีโรงเรียนคุณภาพสูงเฉพาะทาง ที่สามารถจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างมีคุณภาพสูง ในระดับมัธยมศึกษาและอาชีวะศึกษา

โดยมีหลักเกณฑ์ในการเข้าเรียนในโรงเรียนระดับต่าง ๆ ดังนี้

1. ในท้องที่ตำบล ให้ถือเป็นสิทธิ์ของผู้เรียนที่พ้นการศึกษาในระดับประถมศึกษา สามารถเข้าเรียนในระดับการศึกษาภาคบังคับ ในโรงเรียนคุณภาพของตำบลนั้น ๆ

2. ในท้องที่อำเภอ ให้ถือเป็นสิทธิ์ของผู้เรียนที่พ้นการศึกษาภาคบังคับแล้ว สามารถเลือกเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาและอาชีวะศึกษา ในโรงเรียนคุณภาพของอำเภอนั้น ๆ

3. ในท้องที่อำเภอ ให้ถือเป็นสิทธิ์ของผู้เรียนที่พ้นระดับประถมศึกษา สามารถสมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา ในโรงเรียนคุณภาพของอำเภอ โดยหลักเกณฑ์และวิธีการ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดประกาศ

4. ในท้องที่อำเภอ ให้ถือเป็นหน้าที่ของรัฐ ในการคัดเลือกผู้เรียนที่พ้นระดับประถมศึกษา เพื่อเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษา ในโรงเรียนคุณภาพของอำเภอ โดยหลักเกณฑ์และวิธีการ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดประกาศ

5. ในท้องที่จังหวัด ให้ถือเป็นสิทธิ์ของผู้เรียนที่พ้นการศึกษาในระดับประถมศึกษา หรือการศึกษาภาคบังคับแล้ว สามารถสมัครเข้ารับการคัดเลือก เพื่อเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาและอาชีวะศึกษา ในโรงเรียนคุณภาพสูงเฉพาะทางของจังหวัดนั้น ๆ

6. ในท้องที่จังหวัด ให้ถือเป็นหน้าที่ของรัฐ ในการคัดเลือกผู้เรียนที่พ้นการศึกษาในระดับประถมศึกษา หรือการศึกษาภาคบังคับแล้ว เพื่อเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาและอาชีวะศึกษา ในโรงเรียนคุณภาพสูงเฉพาะทางของแต่ละจังหวัด

 

นายกฤติน พันธุ์เสนา (ปร.ด.)

ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองขามหัวหนองสามัคคี

16 ธันวาคม 2563

อ้างอิง :

แนวทางการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก , รายงาน TDRI , 2558

รายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่อง การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก (2559: 2-5)

สภาวะการศึกษาไทย ปี 2559-2560 แนวทางการปฏิรูปการศึกษาไทยเพื่อก้าวสู่ยุค Thailand 4.0, สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2561

โพสท์ใน การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การสอนแบบบูรณาการ??

**เป็นบทความเก่าเมื่อ 29 สิงหาคม 2558

 

หลายๆคนถามความเห็นว่า คิดอย่างไรเกี่ยวกับนโยบายลดเวลาชั้นเรียนของรมว.ศธ.

ผมว่าการลดเวลาชั้นเรียนนั้นไม่ใช่สาระสำคัญ
เพราะการเรียนรู้สามารถเกิดได้ทุกทีทุกเวลา ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในชั้นเรียน แต่เหนือสิ่งอื่นใด อย่าลดเวลาสอนของครูก็แล้วกัน ทางที่ดีควรเพิ่มเวลาสอนของครูซะมากกว่า!!
.
..
โดยให้ครูสามารถสอนได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงทัศนคติที่ว่า “จะต้องทำอย่างไรให้ครูอยากสอนทุกที่ ทุกเวลา ทุกวิชา และทุกโอกาส“

สมัยก่อนเราจะเห็นครูภาษาไทยสอนให้เด็กท่องสูตรคูณเมื่อเห็นว่าเด็กอ่อนคณิตศาสตร์
หรือ ครูคณิตศาสตร์ให้เด็กคัดลายมือ เมื่อเห็นว่าเด็กลายมือไม่สวย
.
..
ข้างต้นนี้เรียกอย่างสวยหรูว่า“การสอนแบบบูรณาการ“ ซึ่งทุกวันนี้ไม่มีแล้ว!!

มีแต่ เมื่อเห็นเด็กอ่อนคณิต ครูภาษาไทยก็จะนินทาครูคณิตศาสตร์
หรือ
ครูคณิตศาสตร์ นินทาครูภาษาไทย เมื่อเห็นเด็กลายมือไม่สวย!!

อะไรคือปัญหาจริงๆของวงการศึกษาไทย?

ถ้าเราไม่ชัดเจนในปัญหา ก็ยากที่เราจะหาทางแก้

เพราะบางทีเราอาจจะกำลังพยายามแก้ปัญหา
ที่ไม่ใช่ปัญหา โดยสร้างปัญหาใหม่กันอยู่ก็เป็นได้!!
.
..

โพสท์ใน การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การเป็นผู้บริหารการศึกษา…ไม่ง่าย!!

จากปรากฏการณ์นิสิต นักศึกษาออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาล เห็นได้ชัดเจนว่า นิสิตนักศึกษาทุกวันนี้ เปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะพวกเขาเหล่านั้น ไม่ใช้นิสิตนักศึกษาในยุคอะนาล็อก ที่ยังถูกครอบงำด้วยความคิดความเชื่อสีเทาๆ นิสิตนักศึกษาในทุกวันนี้ เขาทั้งหลายล้วนเกิดและเติบโตขึ้นมาในยุคดิจิทัล ที่ความคิด ความเชื่อทั้งหลาย ตัดสินกันชัดเจนว่า ขาว หรือ ดำ ครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่โดยมากเติบโตมาในยุคอะนาล๊อก มักจะเคยชินกับคำว่า หยวนๆ หรือ ไม่เป็นไรพวกเดียวกัน ซึ่ง คำเหล่านี้ ใช้ไม่ได้กับ นิสิตนักศึกษาในยุคดิจิทัล พวกเขาชัดเจนในตัวเองว่า ผิด คือ ผิด ถูก คือ ถูก ซึ่งเห็นได้จากกรณี การประท้วงหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ที่นักเรียนไล่ให้รัฐมนตรีฯ ไปต่อคิวเพื่อขึ้นเวทีปราศัย โดยไม่มีการ “หยวนๆ” ให้!!

boss

รูปจาก // https://twitter.com/thematterco/status/1296026810904264704

การประท้วงด้วยการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการชูสามนิ้ว ได้ลามไปถึงสถานศึกษาที่เป็นโรงเรียน นักการศึกษาหลายๆท่าน ออกมาให้ความเห็นว่านี่เป็นความอัปยศของวงการศึกษาขั้นพื้นฐานกันเลยทีเดียว ที่นักเรียนไม่เชื่อฟังครู ไม่เชื่อฟัง ผอ.รร. แล้วออกมาประท้วง ใช้โรงเรียนเป็นที่ประท้วงทางการเมือง!!

แต่ผู้เขียนกลับเห็นต่าง เพราะสิ่งที่นักเรียนแสดงออกมานั้น สะท้อนให้เห็นได้ว่า นักเรียนสามารถคิด วิเคราะห์ และใคร่ครวญได้ว่า อะไรดี หรือไม่ดี สำหรับอนาคตของพวกเขา ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็ออกมากล่าวว่า นักเรียนที่ประท้วงนั้นถูกล้างสมองจากกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล แต่ผู้เขียนอยากจะถามกลับว่า ในเมื่อรัฐบาลมีอำนาจเต็มมือ ทำไมไม่ล้างสมองนักเรียนให้รักรัฐบาลกันเล่า??

..

การกล่าวหาว่านักเรียนถูกล้างสมองนั้น ออกมาจากตรรกะความคิดเชิงดูถูกเหยียดหยามว่านักเรียนนั้นคิดไม่เป็น คิดไม่ได้เหมือนผู้ที่เรียกตัวเองว่า “ผู้ใหญ่”   ซึ่งการดูถูกเหยียดหยามนั้น ไม่เป็นที่นิยมแล้วในสังคมโลก ต้องยอมรับว่า เมื่ออินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นบนโลก เกิดกระแสข้อมูลข่าวสารท่วมล้นโลก ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างเสรี ไม่มีผู้ใดสามารถบิดเบือนข้อมูลข่าวสารได้ดังอดีต ผู้คนสามารถเรียนรู้สรรพวิทยาได้อย่างเสรี ไม่มีผู้กำหนดได้ว่าอะไรเรียนรู้ได้ หรืออะไรที่เรียนรู้ไม่ได้ นักเรียนในทุกวันนี้ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากมายมหาศาล (อาจจะมากกว่าครูด้วยซ้ำไป!!) เขาสามารถเลือกได้ว่าจะเชื่อ หรือไม่เชื่อข้อมูลไหน เขาสามารถคิดวิเคราะห์ได้เองว่า อะไรเชื่อถือได้ หรืออะไรเชื่อถือไม่ได้ เหล่านี้ไม่ใช่หรือ ที่เราต้องการให้เกิดกับนักเรียนของเรา ถึงกับได้กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน!!

3finger

รูปจาก //https://news.thaipbs.or.th/content/295563

ในสถานะการณ์ที่แหลมคมเช่นนี้ การปราบปรามนักเรียนที่ประท้วงนั้น ดูจะไม่ใช่วิธีการที่ดี ทางที่ดีนั้น ครู และ ผู้บริหารการศึกษาทุกระดับ ควรรับฟังความคิดของนักเรียนให้มาก รับฟังด้วยความจริงใจและไม่ตัดสินว่าความคิดของนักเรียนนั้นผิดหรือถูก ใช้วิธีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักเรียน คุยกันด้วยเหตุและผล ดูแลความปลอดภัยให้นักเรียนในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ กำกับ ดูแลให้นักเรียนดำเนินกิจกรรมภายใต้กรอบของกฏหมาย ถ้าทำได้เช่นนี้แล้ว เชื่อว่าความรุนแรงจากการประท้วงจะไม่เกิด และสังคมจะเดินหน้าได้อย่างมั่นคงต่อไป.

โพสท์ใน การศึกษา, บริหารการศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

การสอบโอเน็ต

การสอบ O-NET วัดได้แค่ความรู้ ส่วนทักษะ และเจตคติ ไม่ได้วัดเลย.

แต่คะแนน O-NET มีผล มีอิทธิพล ต่อบุคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างมาก โดย
1. ส่งผลกับครูเมื่อจะทำผลงานเพื่อเลื่อนอันดับ ประเมินเพื่อขอรับรางวัลต่างๆ หรือขอย้าย
2. ส่งผลกับ ผอ.รร. เมื่อจะขอรับการประเมินรางวัลต่างๆ และการขอย้าย
.
หลักเกณฑ์ต่างๆที่ออกมา ทั้งการประเมินรางวัล และการขอย้าย ล้วนแล้วแต่อิงแอบอยู่กับผลคะแนน O-NET ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเห็นการสอนเพื่อสอบ มากกว่าการสอนเพื่อให้นักเรียนเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์!!
.
โรงเรียนไหนที่สอนเพื่อสอบ จะมีผลคะแนน O-NET สูง โรงเรียนนั้นก็จะได้รับการยกย่องเชิดชู ครู และ ผอ.รร. ก็จะได้รับรางวัลต่างๆนาๆ
.
แต่ถ้าโรงเรียนไหนหาญกล้า สอนเด็กเพื่อให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีทักษะชีวิต พร้อมเผชิญโลกกว้าง โรงเรียนนั้นก็จะมีผลคะแนน O-NET ต่ำ และถูกถ่มถุย ทับถม และเหยียดหยาม จากสังคมการศึกษา
.
ถ้าเรายังกอด O-NET ประหนึ่งว่าเป็นเพียงมาตรวัดเดียวที่สามารถวัดคุณภาพการศึกษาได้อย่างทรงประสิทธิภาพ
สังคมเราก็จะได้หมอเก่งๆที่พร้อมจะฆ่าหั่นศพแฟน หรืออาจจะได้ ผอ.รร. ที่พร้อมจะปล้นร้านทองได้ทุกเมื่อ…….สังคมเราต้องการแบบนี้จริงๆหรือ??
.
เรื่องนี้แก้ไม่ยาก……คำตอบอยู่ในใจครูทุกคนแล้ว!!

04/02/2020

โพสท์ใน การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

สรุปภาพรวม พรบ.พัสดุ 60

พรบ.พัสดุ60

โพสท์ใน กฏหมายการศึกษา, การศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

“ทักษะ 20 ประการ สำหรับผู้อำนวยการโรงเรียน”

บทความนี้ ผู้เขียนดัดแปลง จากบทความเรื่อง  “20 ทักษะที่จำเป็นสำหรับครูยุค 4.0” (https://www.matichon.co.th/education/news_1890713) สาระสำคัญดังจะนำเสนอต่อไปนี้

–> ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องมีความสามารถในการเปลี่ยนแปลง การดำรงชีวิตของบุคลากรในโรงเรียน และนักเรียน  ผู้อำนวยการโรงเรียนควรพัฒนาครูให้เป็นผู้มีการศึกษาที่ดี เป็นครูที่น่านับถือ  ผู้อำนวยการโรงเรียนสามารถช่วยเหลือครูไม่เพียงแต่อำนวยความสะดวกให้ครูเจริญเติบโตด้านความสามารถด้านการสอนเท่านั้น แต่ ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องช่วยให้ครูปรับปรุงด้านส่วนตัวของครู เช่น ความประพฤติ การแต่งกาย และกริยามารยาท เป็นต้น  ที่สำคัญก็คือ  ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพนั้น ต้องเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีทักษะทางอาชีพที่หลากหลาย 20 ทักษะที่จำเป็นสำหรับ ผู้อำนวยการโรงเรียนยุค 4.0 มีดังต่อไปนี้

1. Enthusiasm:  ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่ คือ ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีความกระตือรือร้นในงานที่ทำ และในปัญหาที่พบเจอ อีกอย่างหนึ่งคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องส่งเสริมให้ครูมีอารมณ์ร่วมในแก้ปัญหาการเรียนการสอน ประการสุดท้าย ผู้อำนวยการโรงเรียนควรรื่นเริง และสนุกสนาน

2. Leadership:  ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพ ต้องมีความสามารถนำ และแนะแนวทางแก่ครูในโรงเรียน บริหารจัดการครูที่มีความแตกต่างทางบุคลิกภาพ ตลอดจนช่วยควบคุมครู ที่มีความบกพร่องด้านคุณธรรม และ ผู้อำนวยการโรงเรียนควรนำทางครูให้ประพฤติไปในแนวทางที่ดี และสุดท้าย ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ครูและนักเรียน

3. Organization: หมายถึง การจัดการอย่างมีระบบ   ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องตัดสินว่างานใดที่มีความสำคัญก่อนหลัง การบันทึกการปฏิบัติงานควรระบุกิจกรรมที่เกิดขึ้น และมีกระบวนการตรวจสอบว่าตัดสินใจ วินิจฉัย สั่งการอย่างไร นอกจากนั้น ผู้อำนวยการโรงเรียนยังต้องทำงานอื่น ๆ ให้เกิดความสมบูรณ์ในหน้าที่ และเสร็จตามเวลาที่กำหนด

4. Respectful:  ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ดีต้องเป็นผู้ที่เคารพนับถือของครู ทำให้ครูรู้สึกปลอดภัยเมื่อพวกเขาแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม และ ผู้อำนวยการโรงเรียนควรเป็นแบบอย่างในการเป็นผู้ฟังที่ดี เคารพความคิดเห็นของคนอื่น อย่างไรก็ตาม นักการศึกษาเห็นว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมที่ดีให้ครูอีกด้วย

5. Multitasking:  ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่เพียงแต่ปฏิบัติงานตามที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นผู้สั่งการเท่านั้น แต่ ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องทำงานให้ได้หลายด้าน (Multitasking) ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ดีต้องมีตารอบตัว คือตรวจตราพฤติกรรมของครู และนักเรียน และให้ความสนใจครูขณะที่สอนในห้องเรียน เมื่อการสอนครั้งๆ หนึ่งเสร็จลงแล้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องเตรียมการนิเทศการสอนล่วงหน้า

6. Teamwork:  ผู้อำนวยการโรงเรียนที่มีความสามารถต้องทำงานเป็นทีม และทำให้ครูรู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของทีม ส่งเสริมให้ครูได้ประสบการณ์จากการทำงานเป็นทีม และ ผู้อำนวยการโรงเรียนควรแนะนำให้ครูแก้ปัญหาเป็น และ ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องสร้างสรรค์แผนงานต่าง ๆ ในการบริหารงานให้เกิดขึ้น

7. Ability to Teach: มีความสามารถ และทักษะในการบริหารจัดการ มีแบบการทำงานเป็นของตนเอง สามารถมอบหมายงานด้วยการอธิบาย Concept ให้ครูผู้ปฏิบัติเข้าใจได้อย่างชัดเจน โดยวิธีการง่ายๆ มีการยกตัวอย่างที่สอดคล้องกับงานนั้น ๆ

8. Communication:  ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องมีความสามารถในการติดต่อสื่อสารอย่างโดดเด่น (Remarkable) สามารถติดต่อปะทะสัมพันธ์กับประชาชนทุกอายุ รวมถึง ยังต้องติดต่อสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน ครู นักเรียน และผู้บริหารอื่น ๆ

9. Adaptability: การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น เป็นกุญแจสำคัญของ ผู้อำนวยการโรงเรียน กล่าวคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่อาจรู้ว่าจะมีสถานการณ์ใดเกิดขึ้นบ้างในโรงเรียน เช่น ครู หรือนักเรียนเจ็บป่วย หรือได้รับบาดเจ็บอย่างกะทันหัน ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องรีบแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างรวดเร็ว เช่น แจ้งไปยังหน่วยกู้ภัย หรือ ผู้อำนวยการโรงเรียนพานักเรียนไปส่งที่โรงพยาบาลด้วยตนเอง หรือมอบหมายให้ครูดำเนินการแทนได้อย่างทันท่วงที เป็นต้น

10. Interpersonal Skills:  ผู้อำนวยการโรงเรียนที่เป็นมิตรกับครู และนักเรียน จะต้องมีบุคลิกภาพที่น่ารักมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เอาใจใส่ และเห็นอกเห็นใจครู และนักเรียน ที่สำคัญควรดูแลใส่ใจเป็นพิเศษแก่นักเรียนที่พิการ และด้อยความสามารถ

11. Creativity:  ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องสร้างสรรค์วิธีการทำงานที่หลากหลายให้ ครู และนักเรียน ได้รับความสะดวกสบายในการเรียนการสอน ทั้งนี้ต้องตั้งอยู่ภายใต้กรอบของระเบียบ กฎหมาย และไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของชาติ

12. Self-Evaluation: เพื่อเป็นการพัฒนาวิชาชีพของตนเอง และเพื่อส่งเสริมคุณภาพของการศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียนจะต้องประเมินตนเอง และสร้างตนเองให้เป็นคนใหม่ทันสมัย และควรจำไว้ว่าสิ่งใดที่ทำผิดพลาดมาในอดีต ต้องนำมาปรับปรุงตนเอง และประเมินตนเอง ที่สำคัญต้องปรับปรุงโรงเรียน ที่ตนปฏิบัติงานอยู่อย่างสม่ำเสมอ

13. Patience: ความอดทน เป็นกุญแจดอกสำคัญในการทำงานร่วมกับผู้ใหญ่ การที่จะให้ผู้ใหญ่ทุกคนมีความประพฤติ หรือพฤติกรรมที่ดีนั้น เป็นไปไม่ได้ ผู้อำนวยการโรงเรียนจึงควรเข้าใจพฤติกรรมที่พวกครูแสดงออก และอดทนเฝ้าดูพฤติกรรมเหล่านั้น ถ้าหากครูยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนมอบหมาย ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องหาทางหลาย ๆ ด้านมาอธิบายในสิ่งนั้น ๆ ให้ครูได้เข้าใจ

14. Emotional Intelligence:  ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ดีต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ สามารถควบคุมความโกรธ (angry) และอารมณ์เสีย (upset) ของตนเองให้ได้ในทุกขณะทุกโอกาส แต่ถ้าหาก ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่สามารถควบคุมความโกรธ และอารมณ์ได้แล้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนก็ต้องประสบกับความเสียหายในตนเอง

15. Empathy : ถ้า ผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นผู้ที่เห็นอกเห็นใจครูแล้ว  ครูก็จะเรียนรู้ในการควบคุม อารมณ์ด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องสร้างสุขอนามัยด้านทักษะอารมณ์ทางสังคม (healthy social & emotional skill) ของครูอีกด้วย การสอนในชั้นเรียนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดี หากไม่ได้รับความสนับสนุนจากการเรียนรู้แบบชุมชนห้องเรียน (classroom community) การเรียนรู้แบบชุมชนห้องเรียน (classroom community) คือห้องเรียนที่จัดสภาพแวดล้อมแบบเฉพาะตัว (Unique) สำหรับเด็กให้ได้รับประสบการณ์ จากความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกันเอง ครู และนักเรียนสร้างสรรค์ชุมชนแห่งการเรียนรู้ของตนเองให้เกิดขึ้น ชุมชนห้องเรียนที่แข็งแรงนั้น ประกอบด้วย การเรียนที่นักเรียนได้รับมอบอำนาจจาก ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และนักเรียนกำหนดค่านิยมร่วมกัน และท้ายที่สุด ครู และนักเรียนจะมีความเจริญเติบโตในทุก ๆ ด้าน

16. Critical Thinking:  ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องเป็นผู้แก้ปัญหาที่หลากหลายได้ ปัญหาที่มักเกิดกับครู และนักเรียนบ่อย ๆ ได้แก่ ปัญหาความขัดแย้ง ผู้อำนวยการโณงเรียนต้องตอบปัญหาที่เป็นจุดด่างพร้อยของครู และนักเรียนให้ได้ และต้องสามารถจัดการกับปัญหาที่เกิดกับครู และนักเรียนได้

17. Confidence: คือความมั่นใจ ท่านไม่สามารถเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ดีได้ ถ้าหากท่านไม่มีความมั่นใจในตนเอง การที่จะนั่งอยู่หัวโต๊ะการประชุมได้อย่างสง่าผ่าเผยได้นั้น ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องมีบุคลิกภาพที่เข้มแข็ง ตอบคำถามของครูได้ และต้องใส่ใจที่จะทำให้ตนเองเกิดความมั่นใจในขณะที่ปฏิบัติงานในโรงเรียน

18. Commitment: คือความมุ่งมั่น ถ้าท่านต้องการเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ดี ท่านต้องรับผิดชอบในงานการบริหาร และงานดูแลโรงเรียน ที่สำคัญ ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องแนะนำให้ครูเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น

19. A Sense of Humor: คือมีอารมณ์ขัน   ผู้อำนวยการโรงเรียนจะมีอารมณ์ขันหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับทักษะของแต่ละบุคคล ถ้าหาก ผู้อำนวยการโรงเรียนมีอารมณ์ขันด้วยแล้ว ก็จะเกิดประโยชน์แก่ครู และนักเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนที่หัวเราะ และทำให้ บรรยากาศในการทำงานสนุก ครูและนักเรียนจะมีความสุข และพวกเขาพร้อมเปิดใจที่จะปฏิบัติตามที่ผู้อำนวยการโรงเรียนแนะนำ

20. Approachableness: คือการเข้าถึงได้ง่าย เป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับ ผู้อำนวยการโรงเรียนที่จะพึงมี ครู หรือนักเรียนต้องการที่จะถามคำถามผู้อำนวยการโรงเรียน และต้องการพูดคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียน เมื่อพวกเขามีปัญหาโดยปกติแล้ว ครู และนักเรียนมักกลัวผู้อำนวยการโรงเรียน และคิดว่าสิ่งที่พวกเขาถามหรือคุยกับ ผู้อำนวยการโรงเรียนนั้นเป็นสิ่งที่ผิด

โพสท์ใน การศึกษา, บริหารการศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

Google Classroom เพื่อการนิเทศภายในสถานศึกษา

Google Classroom เป็นแอพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้นโดย Google ที่จัดอยู่ในกลุ่มของการให้บริการในหมวดหมู่Google for Education ที่มีครื่องมือสำหรับใช้ในงานด้านการศึกษาที่ประกอบไปด้วยแอปพลิเคชัน ต่างๆ เช่น จีเมล (Gmail) เอกสาร (Docs) ปฏิทิน (Calendar) ไดรฟ์ (Drive) และห้องเรียน (Classroom) เป็นต้น โดยเครื่องมือ ที่พัฒนาขึ้นมาสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างหลากหลายทั้ง ในเรื่องของการบริหารงานในองค์กร หรือนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนหรือมาประยุกต์สำหรับการนิเทศภายในสถานศึกษาได้ด้วย สำหรับวัตถุประสงค์ของ Google for Education พัฒนา ขึ้นมาเพื่อรองรับการทำงานของโรงเรียนในทุกระดับ ทั้งโรงเรียน ขนาดเล็กหรือใหญ่ หรือแม้กระทั่งมหาวิทยาลัย สามารถที่จะ ใช้งานได้ เนื่องด้วยเป็นบริการที่เปิดใช้งานแบบฟรี ไม่ต้องเสีย ค่าใช้จ่าย มีการใช้งานที่สะดวกและง่าย ทำให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็น ผู้อำยวยการสถานศึกษา ครูบุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนสามารถใช้งาน ได้โดยการมีส่วนร่วมในการใช้งานแอปพลิเคชันต่าง ๆ ร่วมกัน รวมถึงการใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา (Any time Any place) เข้าถึงได้ในหลากหลาย อุปกรณ์ ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต (tablet) โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

 

googleClassroom

อ้างอิง ดนัยศักดิ์ กาโร. (2561)

 

ในครั้งนี้จะขอเสนอแนะการประยุกต์ใช้งาน การประยุกต์ใช้ Google Classroom สำหรับการนิเทศภายในสถานศึกษา ซึ่งการใช้งาน Google Classroom สำหรับการสร้างเป็นห้องเรียนออนไลน์ไว้สำหรับมอบหมายงาน พบปะพูดคุยหรือแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารต่างๆ กัน ระหว่างผู้อำนวยการสถานศึกษา ทีมนิเทศภายใน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ภายในโรงเรียน นอกจากนี้ยังสามารถเชิญ รองผู้อำนวยเขตพื้นที่การศึกษา ศึกษานิเทศก์ประจำศูนย์เครือข่าย ศึกษานิเทศก์ของสำนักงานเขตพื้นทีการศึกษา หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำหน้าที่ให้ปรึกษา แนะนำ ในรูปแบบออนไลน์ซึ่งสามารถเข้าไปสร้างห้องเรียนไว้ใน Google Classroom ได้ที่ https://classroom.google.com จากนั้นดำเนินการสร้างห้อง โดยคลิกที่เครื่องหมาย + มุมบนด้านขวา

ความสามารถของ Google Classroom

  1. สามารถเชิญผู้คนให้เข้าร่วมในฐานะครู (ผู้นิเทศ เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียน ทีมนิเทศ รองผอ.สพท. ศึกษานิเทศก์ ผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น) และ นักเรียน (ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นผู้รับการนิเทศ)
  2. ผู้นิเทศสามารถมอบหมายงาน ให้ผู้รับการนิเทศดำเนินการ เช่น การส่งแผนการจัดการเรียนรู้ ส่งคลิปวีดีโอบรรยากาศการจัดการกิจกรรมการเรียนการสอน ส่งข้อมูลข่าวสาร ความรู้ การให้คำแนะนำทั้งรูปแบบกลุ่มและรายบุคคล
  3. สามารถกำหนดระยะเวลากำหนดการส่งงาน กำหนดการให้คะแนน นัดหมาย
  4. สามารถส่งงานในรูปแบบการอัพโหลดเข้าภายในห้องหรือเชื่อมโยงไปยัง Drive หรือ เว็บไซต์อื่น ได้
  5. สามารถจัดการยกเลิกหรือผู้ใช้งาน
  6. สามารถบันทึกหรือสำรองข้อมูลภายในห้องได้
  7. ผู้รับการนิเทศสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันภายในห้องและผู้นิเทศสามารถให้คำแนะนำ หรือข้อเสนอแนะเติมเต็ม
  8. สามารถใช้งานได้บนเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ต
  9. สามารถจัดการเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศ แจ้งข่าว นำเสนอความรู้ในรูปแบบเอกสาร คลิปวีดีโอ ในรูปแบบออนไลน์
  10.  สามารถเชื่อมโยงกับแอพพลิเคลั่นของ Google for Education

เงื่อนไขสำหรับการใช้งาน Classroom

  1. ผู้ใช้งานทั้งครู (ผู้นิเทศ) และ นักเรียน (ผู้รับการนิเทศ) จำเป็นต้องมีบัญชีผู้ใช้งาน gmail สำหรับเข้าใช้งาน
  2. รองรับการใช้งานสำหรับครู (ผู้นิเทศ) ได้ไม่เกิน 20 คน และ นักเรียน (ผู้รับการนิเทศ) ไม่เกิน 1,000 คน ต่อ 1 ห้อง
  3. ผู้ใช้งานต้องเชื่อมต่อระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้งาน

สำหรับการใช้งาน Google Classroom มีคำอธิบายอย่างละเอียดซึ่งสามารถเข้าเรียนรู้และศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://support.google.com/edu/classroom#topic=6020277

ผู้เขียน

นายสนธยา หลักทอง

ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 2

อ้างอิง

  1. ดนัยศักดิ์ กาโร. (2561). การประยุกต์ใช้ Google for Education ในการให้คำปรึกษานักศึกษาสายครู.
    วารสารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. ออนไลน์ สืบค้นที่ https://journal.oas.psu.ac.th/index.php/asj/article/view/1183/1098
  2. https://support.google.com/edu/classroom/answer/6020274?co=GENIE.Platform%3DDesktop&hl=th
  3. https://csc.kmitl.ac.th/cscweb-1/wp-content/uploads/2017/02/11_Classroom.pdf
  4. http://health-sci.mfu.ac.th/admin/uploadCMS/upload/9PFri115056.pdf
โพสท์ใน การศึกษา, ครูไอที | ไม่ให้ใส่ความเห็น

Social Network กับการนิเทศภายในโรงเรียน

ปัจจุบันการสื่อสารของมนุษย์ได้รับการพัฒนาให้สื่อสารถึงกันอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์มากขึ้น สื่อชนิดหนึ่งที่ผู้ใช้สามารถมีส่วนร่วม สร้าง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ คือ “Social Media” คำนี้ คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ ราชบัณฑิตยสถาน บัญญัติศัพท์ว่า สื่อสังคม หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า สื่อออนไลน์ หรือ สื่อสังคมออนไลน์ ในทางเทคนิค สื่อสังคม จะหมายถึง โปรแกรมกลุ่มหนึ่งที่ทำงานโดยใช้พื้นฐานและเทคโนโลยีของเว็บตั้งแต่รุ่น ๒.๐ เช่น บีโบ มายสเปซ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ วิกิพีเดีย ไฮไฟฟ์ และบล็อกต่าง ๆ ในทางธุรกิจเรียกสื่อสังคมว่า สื่อที่ผู้บริโภคสร้างขึ้น (consumer-generated media หรือ CGM) สำหรับกลุ่มบุคคลผู้ติดต่อสื่อสารกันโดยผ่านสื่อสังคม ซึ่งนอกจากจะส่งข่าวสารข้อมูลแลกเปลี่ยนกันแล้ว ยังอาจทำกิจกรรมที่สนใจร่วมกันด้วย กลุ่มบุคคลที่ติดต่อสื่อสารกันโดยผ่านสื่อสังคมดังกล่าว คือ Social Network ซึ่งคณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ บัญญัติศัพท์ Social Network ว่า เครือข่ายสังคม ในเครือข่ายสังคม กลุ่ม “เพื่อน” หรือ “ผู้ติดต่อกัน” จะต้องแนะนำตนเองอย่างสั้น ๆ โดยทั่วไปซอฟต์แวร์ที่ให้บริการเครือข่ายสังคมจะเปิดโอกาสให้กลุ่มเพื่อน ๆ วิพากษ์วิจารณ์กันเองได้ ส่งข้อความส่วนตัว และเข้าไปอ่านข้อความของเพื่อน ๆ ในกลุ่มได้ ซอฟต์แวร์บางประเภทจะสามารถให้เพื่อน ๆ เพิ่มเสียงและภาพเคลื่อนไหวลงในประวัติของตนได้ด้วย นอกจากนี้ เพื่อนบางคนก็อาจจะสร้างโปรแกรมย่อย ๆ ขึ้นมาให้ใช้ร่วมกันได้ เช่น เล่นเกม ถามปัญหา หรือปรับแต่งรูปภาพ ทำให้บางคนมีผู้สมัครเข้ามาเป็นเพื่อนด้วยมากมาย (ราชบัณฑิตสถาน,2560)

social

 

เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social networks) คือ เว็บไซต์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้คน สามารถการสื่อสารและแบ่งปันข้อมูล บนอินเทอร์เน็ตโดยใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ (แคมบริด, 2560) อีกความหมายคือ รูปแบบของเว็บไซต์ ในการสร้างเครือข่ายสังคม สำหรับผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ต เขียนและอธิบายความสนใจ และกิจการที่ได้ทำ และเชื่อมโยงกับความสนใจและกิจกรรมของผู้อื่น ในบริการเครือข่ายสังคมมักจะประกอบไปด้วย การแช็ต ส่งข้อความ ส่งอีเมล วิดีโอ เพลง อัปโหลดรูป บล็อก การทำงานคือ คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลพวกนี้ไว้ในรูปฐานข้อมูล sql ส่วน video หรือ รูปภาพ อาจเก็บเป็น ไฟล์ก็ได้ บริการเครือข่ายสังคมที่เป็นที่นิยมได้แก่ ไฮไฟฟ์ มายสเปซ เฟซบุ๊ก ออร์กัต มัลติพลาย และไลน์ โดยเว็บเหล่านี้มีผู้ใช้มากมาย เช่น เฟสบุ๊คเป็นเว็บไซต์ที่คนไทยใช้มากที่สุด ในขณะที่ออร์กัตเป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศอินเดีย ปัจจุบัน บริการเครือข่ายสังคม มีผลประโยชน์คือหาเงินจากการโฆษณา การเล่นเกมโดยใช้บัตรเติมเงิน (วิกิพีเดีย,2560) โดยสรุป เครือข่ายสังคมออนไลน์ (Social network) หมายถึง  เว็บไซต์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้คนสมารถสร้างเครือข่ายสังคม สำหรับผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ต เพื่อใช้ในการสื่อสารแบ่งปันข้อมูล เขียนและอธิบายความสนใจ และกิจการที่ได้ทำ และเชื่อมโยงกับความสนใจและกิจกรรมของผู้อื่น เช่น Applications Line, Facebook เป็นต้น

แอปฟลิเคชั่นไลน์ (Applications LINE)

ไลน์ (อังกฤษ: LINE) เป็นโปรแกรมระบบส่งข้อความทันที ที่มีความสามารถใช้งานได้ทั้งโทรศัพท์มือถือที่มีระบบปฏิบัติการไอโอเอส, แอนดรอยด์, วินโดวส์โฟน ทั้งยังสามารถใช้งานได้บนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และแมคโอเอส ด้วยความที่มีลูกเล่นมากมาย สามารถคุย ส่งรูป ส่งไอคอน ส่งสติกเกอร์ ตั้งค่าคุยกันเป็นกลุ่ม สามารถสร้างแบบสำรวจ สร้างตารางการนัดหมายกิจกรรม ฯลฯ ทำให้มีผู้ใช้งานโปรแกรมนี้เป็นจำนวนมาก ชาวไทยนิยมใช้เป็นอันมาก

line

การประยุกต์ใช้ LINE กับการนิเทศภายในโรงเรียน

จากความสามารถของแอปฟลิเคชั่นไลน์ที่สามารถ ส่งข้อความ ส่งรูปภาพ ไฟล์วิดีโอ และสามารถตั้งค่าการคุยเป็นกลุ่มได้ ทำให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการนิเทศภายในโรงเรียนได้ โดยสามารถตั้งกลุ่มการคุยสำหรับการนิเทศภายในโรงเรียน ดังนี้

1. กลุ่มไลน์โรงเรียน (สูงสุด 500 คน) สมาชิกประกอบด้วย ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนในโรงเรียน ใช้สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันภายในโรงเรียน เป็นช่องทางสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ใช้ในการ สั่งการ การนิเทศติดตามการดำเนินงาน เป็นช่องทางในแจ้งปัญหาอุปสรรคในการจัดการเรียนการสอนของครู หรือรายงานผลการจัดการเรียนการสอนของครูในโรงเรียน

2. กลุ่มไลน์กลุ่มสาระการเรียนรู้ สมาชิกประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มสารการเรียนรู้ ครูผู้สอน   ใช้สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ เป็นช่องทางสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา/หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ใช้ในการนิเทศติดตามการจัดการเรียนการสอนของครูในกลุ่มสาระฯ เป็นช่องทางสำหรับครูผู้สอนในการในแจ้งปัญหาอุปสรรคในการจัดการเรียนการสอน หรือรายงานผลการจัดการเรียนการสอนของครูในกลุ่มสาระฯ มีแนวทางในการดำเนินการ ดังนี้

2.1 ครูผู้สอนรายงานผลการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในไลน์กลุ่มสาระฯ พร้อมเอกสารหลักฐาน เช่น รูปภาพการจัดกิจกรรม เอกสารประกอบการสอน บันทึกผลหลังสอน และชิ้นงานนักเรียน เป็นต้น

2.2 ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ที่ผู้บริหารมอบหมาย ทำการนิเทศการสอน ให้ข้อเสนอแนะ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนที่ได้รายงานมาในไลน์กลุ่มสาระฯ ในขั้นตอนนี้อาจใช้รูปแบบ PLC ในการนิเทศ สรุปได้ ดังภาพประกอบที่ 1

โมเดลการนิเทศ3

 

 

แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม : https://line.me/th/

อ้างอิง

เคมบริดจ์ (2560). ออนไลน์. http://dictionary.cambridge.org สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2560

ราชบัณฑิตยสภา (2560) .ออนไลน์ . http://www.royin.go.th/ สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2560

วิกิพีเดีย (2560). ออนไลน์. https://www.wikipedia.org/ สืบค้นเมื่อ 16 มีนาคม 2560

โพสท์ใน การศึกษา, ครูไอที, บริหารการศึกษา | ไม่ให้ใส่ความเห็น

นักเรียนสนุก ครูตื่นเต้น ผอ.ได้นิเทศการสอน!!

เปิดภาคเรียน 1/2562 ทางโรงเรียนได้จัดกิจกรรมท้าทายการอ่านชิงเงินรางวัล ดำเนินการโดยผู้อำนวยการโรงเรียน กติกา คือ

1. อ่านคำพื้นฐานให้ได้ 100 คำ จากการสุ่มคำในบัญชีคำพื้นฐาน ป.3 จากจำนวนทั้งหมด 1,198 คำ
2. อ่านได้ 100 คำ รับทันที 100 บาท จาก ผอ.รร.
3. อ่านได้ 30 คำขึ้นไป แต่ไม่ถึง 100 คำ รับขนมเป็นรางวัลปลอบใจ
4. ท้าทายการอ่านได้ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
..

กิจกรรมดำเนินมาด้วยดีโดยตลอด เพราะนักเรียนสนุกกันมาก ในครั้งแรกๆอ่านได้คนละ 20-40 คำ รอบที่สอง อ่านได้คนละ 50 คำ ขึ้นไป รอบถัดๆมาก็เริ่มเก่งกันขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด วันนี้ 8 กค. 2562

ซึ่งผ่านไปเกือบ 2 เดือน ปรากฏว่า นร.ชั้น ป.3 รร.บ้านหนองขามหัวหนองสามัคคี สามารถอ่านคำพื้นฐานได้อย่างคล่องแคล่ว และพิชิตเงินรางวัลไปได้ 2 คน
..
ยอดเยี่ยมมาก ทั้งนักเรียน และคุณครูชั้น ป.3

งานนี้นักเรียนสนุกกันมาก ส่วนครูผู้สอนก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน เพราะกลัวนักเรียนของตนเองอ่านไม่ได้ ส่วน ผอ.รร. ก็ได้นิเทศการสอนครูไปในคราวเดียวกันด้วย เพราะถ้าครูไม่ใส่ใจสอน นักเรียนก็คงจะอ่านเองไม่ได้!!

1 2 3 4 5 6 7 8 9

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ไม่ให้ใส่ความเห็น