การพัสดุ: เงินประกันสัญญาน่ารู้

สืบเนื่องมาจากโรงเรียนที่ผู้เขียนทำงานอยู่นั้น ได้รับจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ  25ุ60 ในการก่อสร้างส้วมขนาดมาตรฐาน  โดยมีการดำเนินการจัดจ้าง ในช่วงห้วงเวลาที่ผู้เขียนย้ายมาดำรงตำแหน่งพอดี คือช่วงเดือน พฤศจิกายน 2560 โดยขั้นตอนต่างๆ ได้ผ่านการดำเนินการมาจนถึงขั้นตอนการเซ็นสัญญาจ้าง ซึ่ง ผู้เขียนในฐานะหัวหน้าหน่วยงาน จึงมีหน้าที่ต้องเซ็นสัญญากับผู้รับจ้างโดยที่ไม่ทราบรายละเอียดอะไรมากนัก นับว่าสุ่มเสี่ยงพอสมควร เมื่อทำการเซ็นสัญญาจ้างกันเรียบร้อยแล้ว ผู้รับจ้างก็ดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ แม้จะล่าช้าจนเกิดการเรียกเงินค่าปรับก็ยังถือว่า งานออกมาเรียบร้อยดี ทำให้ผู้เขียนโล่งอกไปเปราะหนึ่ง

wpid-P_20170818_111045.jpg

แต่ที่ทำให้ผู้เขียนหนักอกหนักใจนนั้น ไม่ได้เกิดจากการก่อสร้างที่ไม่ได้คุณภาพ แต่เกิดจากการที่ ผู้รับจ้าง (หจก.)ไม่ไปชำระภาษีรายได้ประจำปี ทำให้กรมสรรพากรมีหนังสือแจ้งให้โรงเรียนทำการอายัดเงินประกันสัญญาของผู้รับจ้างเพื่อนำไปชำระภาษีกับกรรมสรรพากร โดยกรมฯอาศัยอำนาจตาม ม.12 แห่งประมวลรัษฎากร!! ผู้เขียนไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ จึงทำการหารือ(ด้วยวาจา)ไปที่หน่วยเหนือคือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้คำตอบว่า ขึ้นอยู่กับโรงเรียนว่าจะทำตามที่กรมสรรพากรแจ้งหรือไม่ก็ได้  ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นคำตอบที่ไม่ชัดเจน จึงได้ทำการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับคดีในลักษณะนี้ ปรากฏว่ามีคดีในลักษณะนี้เยอะมาก โดยมีคำวินิจฉัยข้อหารือของคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังนี้!!

1. เลขที่หนังสือ : กค 0706/6982 วันที่ : 22 กรกฎาคม 2547 เรื่อง : การอายัดเงินค้ำประกันสัญญาจ้าง ข้อกฎหมาย : มาตรา 12 ( ลอกมาจากที่นี่ http://interweb.rd.go.th/publish/24399.0.html

ข้อหารือ : ขอหารือเรื่องส่งคำสั่งอายัดทรัพย์สินให้แก่องค์การบริหารส่วน จังหวัด เพื่อนำส่งเงินค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญารับเหมาก่อสร้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด แต่องค์การบริหารส่วนจังหวัดแจ้งว่ายังไม่สามารถนำส่งเงินค้ำประกันตามคำสั่งอายัดได้ โดยอ้างว่าห้างฯ ยังมีข้อผูกพันตามสัญญาซึ่งต้องรับประกันความชำรุดบก พร่องของงานตามระยะเวลาที่กำหนด สิทธิเรียกร้องของห้างฯ ในเงินค้ำประกันดังกล่าวยังไม่เกิดจนกว่าจะพ้น ระยะเวลาตามสัญญา องค์การบริหารส่วนจังหวัดจึงมีสิทธิที่จะเก็บเงินประกันความชำรุด บกพร่องได้จนกว่าจะหมดภาระการค้ำประกันตามหนังสือตอบข้อหารือของ สำนักงานอัยการสูงสุด

กรณีดังกล่าวขัดแย้งกับการตอบข้อหารือของกรมสรรพากร เรื่อง การอายัดเงินประกันตามสัญญาจ้างของห้างหุ้นส่วนจำกัด ประยงค์ก่อสร้างว่า เทศบาล (ผู้ว่าจ้าง) เป็นเพียงผู้ครอบครองเงินจำนวนนั้น (เงินค้ำประกันสัญญา) ไว้และคืนให้แก่ห้างฯ ผู้รับจ้าง เมื่อสิ้นสุดสัญญาค้ำประกัน กรรมสิทธิ์ในเงินจำนวนดังกล่าวยังเป็นของห้างฯ กรมสรรพากรในฐานะเจ้าหนี้ภาษีอากรจึงชอบที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 12แห่งประมวลรัษฎากร อายัดเงินจำนวนดังกล่าวและเทศบาลฯ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย

แนววินิจฉัย : เงินค้ำประกันของห้างฯ ที่มอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านครอบ ครองเป็นประกันความ ชำรุดบกพร่องของงานตามสัญญารับเหมาก่อสร้าง เป็นข้อตกลงทางแพ่งระหว่างคู่สัญญาไม่มีผลผูกพัน กรมสรรพากรซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ดังนั้น เมื่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านมิได้มีสิทธิยึดหน่วงเงินประกันสัญญาของห้างฯ ตามมาตรา 241 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เงินค้ำประกันตามสัญญาดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์สินของห้างฯ และห้างฯ มีหนี้ภาษีอากรที่จะต้องรับผิดชำระต่อกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพากรในฐานะเจ้าหนี้ภาษีอากรหรือผู้ว่าราชการจังหวัด จึงมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร กับเงินประกันสัญญาซึ่งเป็นทรัพย์สินของห้างฯ เพื่อชำระหนี้ภาษีอากรค้าง ที่ห้างฯ ต้องรับผิดชำระและองค์การบริหารส่วนจังหวัดจะต้องปฏิบัติตาม คำสั่งอายัดทรัพย์สินของห้างฯ ดังกล่าวที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย

2. เรื่องเสร็จที่ 265/2550 

เงินที่บริษัทเชียงใหม่ ซี เค อาร์ จำกัด นำมาวางเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาไว้กับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นั้น เป็นทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่หรือบริษัทเชียงใหม่ ซี เค อาร์ จำกัด โดยที่ข้อ 8 ของสัญญาซื้อขายและติดตั้งเครื่องปรับอากาศระหว่างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ผู้ซื้อ) และบริษัทเชียงใหม่ ซี เค อาร์ จำกัด (ผู้ขาย) ได้กำหนดให้ผู้ขายนำหลักประกันเป็นเงินสดมามอบให้แก่ผู้ซื้อเพื่อเป็นหลัก ประกันการปฏิบัติตามสัญญา และผู้ซื้อจะคืนให้เมื่อผู้ขายพ้นจากข้อผูกพันตามสัญญานี้แล้ว ดังนั้น การนำเงินสดมาวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญานั้น มิได้มีเจตนาจะส่งมอบเงินให้เป็นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นการเด็ดขาดแต่ อย่างใด เป็นเพียงการส่งมอบเงินเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาเท่านั้น และเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็มีหน้าที่ที่ต้องคืนเงินหลักประกันให้แก่บริษัท เชียงใหม่ ซี เค อาร์ จำกัด

เมื่อพิจารณาฐานะความเป็นเจ้าหนี้ของกรมสรรพากรและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้ว ปรากฏว่ากรมสรรพากรมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรซึ่งเป็นหนี้บุริมสิทธิสามัญ เหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้ตามมาตรา 251 ประกอบกับมาตรา 253 (3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีเพียงบุคคลสิทธิเท่านั้น ดังนั้น กรมสรรพากรในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิจึงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ จากเงินหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาในลำดับก่อนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประกอบกับหลักการบังคับคดีตามมาตรา 287 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือ สิทธิอื่นๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย ซึ่งคำว่าสิทธิอื่นๆ นี้ จะต้องเป็นสิทธิที่เทียบเคียงได้ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิด้วย เมื่อสิทธิของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นเพียงบุคคลสิทธิ มิใช่บุริมสิทธิหรือสิทธิอื่นๆ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ย่อมไม่อาจโต้แย้งหรือคัดค้านคำสั่งอายัดของกรมสรรพากร ได้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อกรมสรรพากรมีคำสั่งอายัดเงินหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาแล้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงมีหน้าที่ต้องส่งเงินหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา ให้แก่กรมสรรพากรภายในเวลาที่กำหนด จะเก็บหรือยึดเงินหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาไว้จนกว่าสัญญาจะสิ้นผล ผูกพันมิได้

3. เรื่องเสร็จที่ 498/2548 

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 12) มีความเห็นว่า เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว เห็นว่า กฎหมายให้อำนาจอธิบดีกรมสรรพากร ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอในการสั่งยึดหรืออายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง ทั้งนี้ เพื่อให้รัฐได้รับภาษีอากรค้างซึ่งแตกต่างจากสิทธิของเจ้าหนี้ในคดีแพ่ง ทั่วๆไป นอกจากนี้ เพื่อให้การยึดหรืออายัดบรรลุวัตถุประสงค์ กฎหมายได้ห้ามผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด มิฉะนั้นจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย ดังนั้น ในการพิจารณาข้อหารือจึงต้องพิจารณาเสียก่อนว่า เงินซึ่งห้างหุ้นส่วนจำกัดหางดงแทรคเตอร์นำมาวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติ ตามสัญญารับเหมาก่อสร้างไว้กับองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดหางดงแทรคเตอร์ผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือไม่ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ว่าเงินซึ่งเป็นหลักประกันนั้นจะอยู่ในความครอบครองขององค์การบริหารส่วน จังหวัดน่านผู้ว่าจ้างก็ตาม แต่ก็เป็นผลของข้อตกลงตามสัญญารับเหมาก่อสร้างซึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านมีสิทธิตามสัญญาในการริบหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาได้เท่านั้น และตามข้อ ๓ ของสัญญาดังกล่าว เมื่อสัญญาสิ้นผลผูกพัน องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านจะต้องคืนหลักประกันให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด หางดงแทรคเตอร์ต่อไป ดังนั้น ตราบใดที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่านยังมิได้ใช้สิทธิริบหลักประกันการ ปฏิบัติตามสัญญา เงินซึ่งเป็นหลักประกันดังกล่าวจึงยังคงเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัด หางดงแทรคเตอร์ ด้วยเหตุนี้ กรมสรรพากรจึงมีอำนาจอายัดเงินซึ่งเป็นหลักประกันตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากรได้

*************************************************************************

โดยสรุป 

จากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีการนั้น ผู้เขียนเห็นว่า อย่างไรเสีย โรงเรียนต้องทำการอายัดเงินประกันสัญญาของผู้รับจ้าง เพื่อถอนเงินนั้นนำไปชำระภาษีที่ผู้รับจ้างค้างอยู่กับกรมสสรรพากร!!

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เมื่อมีการถอนเงินประกันสัญญาออกไปแล้ว นั้นหมายถึงว่า โรงเรียนในฐานะผู้ว่าจ้างไม่ได้มีปลักประกันใดๆเลยว่าผู้รับจ้างจะเข้ามาดูแลสิ่งก่อสร้างที่ได้ได้ก่อสร้างเสร็จไปแล้ว เพราะเงินประกันสัญญาซึ่งเป็นหลักประกันเดียวที่ผู้รับจ้างได้ให้ไว้เป็นประกันนั้น ไม่มีแล้ว!!

ผู้เขียนไม่อยากจะคิดไปว่า นี่คือเทคนิคของผู้รับจ้างที่ไม่ต้องการเข้ามารับผิดชอบการดูแลงานก่อสร้างหลักจากสร้างเสร็จ จึงไม่ไปชำระภาษี เพราะรู้อยู่แล้วว่ากรมสรรพากรต้องมีหนังสือแจ้งอายัดเงินประกันสัญญาไปยังผู้ว่าจ้างแน่นอน!! ด้วยเหตุนี้ กรรมจึงตกอยู่กับโรงเรียนที่ต้องรับสภาพไป เพราะถ้าไม่ดำเนินการตามที่กรมสรรพากรแจ้ง ก็อาจจะโดนฟ้องในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้.      ผูั้บริหารโรงเรียนทั้งหลายพึงสังวรณ์ไว้เป็นกรณีศึกษาด้วยนะครับ!!

กฤติน พันธุ์เสนา 18 สิงหาคม 2560

Comments

comments

ข้อความนี้ถูกเขียนใน บริหารการศึกษา คั่นหน้า ลิงก์ถาวร